วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"ปชป." รุกอีสาน "หล่อเล็ก" นำทีมเดินสายพบ นศ.-นักการเมืองท้องถิ่น "เมืองช้าง"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 14:48 น.
สุรินทร์- ปชป.รุกอีสาน "หล่อเล็ก" ที่ปรึกษานายกฯ ควง ส.ส.นำทีม
เดินสายเมืองช้างเปิดเวที"ประชาธิปัตย์สัญจร"
พบปะแลกเปลี่ยนเยาวชนนักศึกษา-นักการเมืองท้องถิ่น-ผู้นำ
อปท.มุ่งเน้นเสนอนโยบายพรรค ด้านการศึกษา
และการมีส่วนร่วมของเยาวชน-ปชช.กับการพัฒนาสังคมการเมืองไทย

วันนี้ (24 ก.ค.) เมื่อเวลา 10.00
น.ที่หอประชุมเล็กวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
และคณะ ได้จัดโครงการ "ประชาธิปัตย์สัญจร" พบปะ-แลกเปลี่ยน-เรียนรู้
การศึกษากับการพัฒนาสังคมและการเมืองไทย ขึ้น โดยมีเยาวชนคนรุ่นใหม่
นักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

จากนั้น นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและคณะ
ได้เดินสายไปเปิดเวที "ประชาธิปัตย์สัญจร"
เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนและนำเสนอนโยบายพรรคฯ ตามสถาบันอุดมศึกษาในเขต
อ.เมืองสุรินทร์ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์
และปิดท้ายด้วยการพบปะแลกเปลี่ยนกับนักการเมืองและผู้นำองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น (อปท.) ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุรินทร์ ซึ่ง
มีนายกอบจ.พร้อมบรรดาสมาชิก อบจ.สุรินทร์ เข้าร่วม

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์
เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองให้มากขึ้นโดย
เฉพาะนักศึกษา คนรุ่นใหม่ เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เข้มแข็ง
สามารถตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและหน่วยงานต่างๆ ได้
และทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นอก จากนั้น
พรรคประชาธิปัตย์ยังให้ความสำคัญกับการศึกษาในทุกระดับ ทั้งอาชีวศึกษา
อุดมศึกษาในสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อยกฐานะคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
นักศึกษาเมื่อเรียนจบออกมาแล้วให้มีงานทำเป็นที่พึ่งพาของครอบครัวได้

ดร. รัชดา ธนาดิเรก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า
ขอให้เยาวชนนักศึกษา ให้ความสนใจการเมืองให้มากขึ้น
ติดตามข่าวสารการเมือง เหมือนกับการติดตามข่าวสารด้านการบันเทิง
หรือข่าวสารด้านการกีฬา เนื่องจากการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามาก
การเมืองเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไป
เมื่อการเมืองเข้มแข็งนักการเมืองจะทำสิ่งใดต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน
เป็นหลัก ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

"หาก ได้นักการเมืองไม่ดี
ก็จะแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวเองไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
นักศึกษาต้องให้ความสนใจการเมืองและเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองให้มาก
ขึ้น" ดร.รัชดา กล่าว

แม่ทัพภาค 2 ควงผู้ว่าฯสุรินทร์ เยี่ยม "พังกำไล"- ให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์

สุรินทร์- "พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์" มทภ.2 พร้อมผู้ว่าฯ สุรินทร์
และคณะนายทหาร เข้าเยี่ยมให้กำลังใจช้าง "พังกำไล" และทีมสัตวแพทย์รักษา
ที่ รพ.ช้างสุรินทร์
หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสขาขวาหักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ต้องรักษามานานเกือบ
2 เดือนแล้ว ด้านสัตวแพทย์ เผย พังกำไลอาการทรงตัว
เป็นห่วงบาลแผลกดทับและร่างกายซูบผอมลงมาก

ช่วงบ่ายวันนี้ (23 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ที่โรงพยาบาลช้าง
ภายในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์ อ.เมือง
จ.สุรินทร์ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) พร้อมด้วย
นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พล.ต.ต่อศักดิ์
เหลืองตระกูล ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสุรินทร์ และ
รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, เสนาธิการกองกำลังสุรนารี
ได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจช้าง "พังกำไล" หรือ "พังแต๋น"
ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาหัก
จากอุบัติเหตุทางรถยนต์เข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลช้างจังหวัดสุรินทร์
มานานเกือบ 2 เดือน

สัตวแพทย์หญิง ภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์
เปิดเผยว่า ช้างพังกำไลขณะนี้อาการทรงตัว แม้บาดแผลส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้น
แต่ก็ยังเป็นห่วงบริเวณบาดแผลช่วงกดทับด้านซ้ายของลำตัว
จากการนอนทับบริเวณบาดแผลนานๆ ทำให้เนื้อตาย
แม้จะมีเนื้องอกมาใหม่แล้วก็ยังน่าเป็นห่วง
เนื่องจากช้างนอนเป็นเวลานานไม่ได้ออกกำลังกาย ร่างกายจึงซูบผอมลงไปมาก
แต่ช้างยังกินอาหารได้ขับถ่ายปกติตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมดี

สัตวแพทย์ให้การรักษาด้วยการล้างบาดแผล ให้ยาแก้อักเสบ
ให้กินวิตามินซีบำรุงกระดูก วิตามินบีบำรุงร่างกาย
และขณะนี้กำลังรอเฝือกขาที่มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ได้มาทำการวัดขนาดขาขวาที่หักเพื่อทำเฝือกที่มีคุณภาพดี
มาใส่ให้พังกำไลใหม่

พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า
วันนี้ได้เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจแก่ทีมสัตวแพทย์
พร้อมผู้ช่วยสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ
ที่เดินทางมาช่วยรักษาช้างพังกำไล
ซึ่งขอให้กำลังใจในการตั้งใจทำงานรักษาช้างให้หายโดยเร็วและหากมีสิ่งใดที่
จะให้ทหารช่วยเหลือก็ให้ประสานงานกับทางกองกำลังสุรนารีและจังหวัดทหารบก
สุรินทร์ ซึ่งยินดีให้การสนับสนุนกำลังพลและอุปกรณ์สนับสนุนการรักษาช้างพังกำไลอย่าง
เต็มที่
พร้อมกันนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้มอบเงินจำนวน 5,500 บาท
แก่เจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังสุรนารีและจังหวัดทหารบกสุรินทร์
ที่ได้มาสนับสนุนช่วยงานการรักษาช้างพังกำไลมาเป็นระยะเวลานาน จะครบ 2
เดือนในวันที่ 29 ก.ค.นี้
พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทหารให้ทำงานช่วยรักษาช้างต่อไป

ทางด้าน นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า
สำหรับบ่อน้ำเค็มที่จะใช้รักษาช้างพังกำไลแบบวารีบำบัด นั้น
ขณะนี้ได้มีการอนุมัติโครงการสร้างต่อเติมอาคารโรงพยาบาลช้างแล้ว
ซึ่งต่อไปทีมงานก่อสร้างจะมาทำการต่อเติมอาคารโรงพยาบาลช้างและต่อเติมไปถึง
บ่อน้ำวารีบำบัด และทำการติดตั้งเครนในการยกช้าง
ซึ่งจะลงมือก่อสร้างได้ในเร็วๆ นี้

สัตวแพทย์หญิง ภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า
ต่อไปจะต้องพิจารณาว่าจะใช้น้ำที่มีความเค็มเท่าไรในการรักษาแบบวารีบำบัด
ซึ่งต้องมองไปถึงการนำน้ำเค็มที่ใช้แล้วไปทิ้งด้วยเพื่อไม่ให้เกิดมลภาวะใน
พื้นที่ เพราะหากใช้ความเค็มของน้ำมากในการรักษา
การนำน้ำไปทิ้งก็ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวด
ล้อม ซึ่งจำเป็นต้องวิเคราะห์กันหลายด้าน

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชมรมฮาร์เลย์-จยย.โบราณ กว่า 500 คน ยกพลเยี่ยม-ช่วยเหลือ "พังกำไล"

สุรินทร์ - ชมรมฮาร์เลย์ และ จยย.โบราณ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์ และ
ศรีสะเกษ ยกพลเยี่ยมเป็นกำลังใจให้ช้าง "พังกำไล" และทีมสัตวแพทย์
พร้อมร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือ เผยอาการ "พังกำไล" ยังทรงตัว
และพบเนื้อตายบริเวณแผลกดทับน้อยลง

วันนี้ (19 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลช้าง
ในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์ อ.เมือง
จ.สุรินทร์ ชมรมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮาร์เลย์และจักรยานยนต์โบราณ กว่า
500 คน ได้ร่วมกันเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ มาให้กำลังใจช้าง "พังกำไล"
หรือ "พังแต๋น" รวมทั้งทีมงานสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์
ในการดูแลรักษาช้างพังกำไล ที่ได้รับบาดเจ็บขาขวาหักจากอุบัติเหตุรถยนต์
เข้าพักรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลช้างแห่งนี้มานานกว่า 1 เดือนแล้ว

พร้อมทั้งได้บริจาคเงินจำนวนกว่า 40,000 บาท มอบให้แก่
สัตวแพทย์หญิง ภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์
เพื่อจัดซื้ออาหารให้ช้าง รวมทั้งอาหาร น้ำดื่ม
สำหรับทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ
ที่เดินทางมาช่วยเหลือในการรักษาช้างพังกำไล

สัตวแพทย์หญิง ภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์
เปิดเผยถึงอาการล่าสุดของช้างพังกำไล ว่า
พังกำไลยังตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่ดี กินอาหารได้ ขับถ่ายได้
และคุ้นเคยกับทีมงานสัตวแพทย์เป็นอย่างดี
ให้ความร่วมมือในการรักษาบาดแผลได้ดี

ในวันนี้ สัตวแพทย์ได้เริ่มลงมือในการตัดล้างบาดแผล
และใช้กรรไกตัดเนื้อที่ตายบริเวณบาดแผลช่วงนอนกดทับด้านซ้ายของตัวช้าง
ซึ่งพบว่าบาดแผลนั้นไม่ขยายพื้นที่ออกไป
และเริ่มมีการตอบสนองในการรักษาที่ดีขึ้น บาดแผลเริ่มมีเนื้องอกมาใหม่

ส่วนเนื้อตาย สัตวแพทย์ได้เริ่มตัดทิ้งเป็นส่วนใหญ่
และทำการล้างบาดแผลทุกวัน ให้ยาแก้อักเสบ และยาฆ่าเชื้อ
ให้กินวิตามินซีชนิดเข้มข้น ในการเสริมสร้างเนื้อใหม่
และให้กินวิตามินบีในการบำรุงร่างกายให้มีพละกำลัง แข็งแรง

"สำหรับประชาชนทั่วไป
รวมทั้งนักท่องเที่ยวก็ยังเดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจช้างพังกำไลอย่างต่อ
เนื่องทุกวันเช่นเคย" สัตวแพทย์หญิง ภัทร กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000081439

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทร์-ยกทีมลงสุรินทร์ทำเฝือกขาช้าง "พังกำไล"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 19:32 น.
สุรินทร์ - มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ยกคณะลงสุรินทร์ ทำเฝือกขาให้ช้างพังกำไล
ที่โรงพยาบาลช้างในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จ.สุรินทร์
ที่ได้รับบาดเจ็บขาขวาหักจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ต้องรักษามานานกว่า 1
เดือนแล้ว

วันนี้ (16 ก.ค. )
มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำโดย บุญอยู่ ทิพยะ
ประธานฝ่ายวิจัยและค้นคว้าขาเทียม
มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ทำขาเทียม
พร้อมด้วยอุปกรณ์ในการทำขาเทียมเดินทางมาทำการออกแบบ
และจัดทำหรือหล่อเฝือกชนิดพิเศษ เพื่อใส่ขาขวาให้กับช้าง "พังกำไล" หรือ
"พังแต๋น" ที่หักจากการได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์
และกระดูกต่อเชื่อมกันยังไม่ดี

โดยเฝือกที่จัดทำขึ้นใหม่นี้
เป็นเฝือกทำจากส่วนผสมของปูนขาวและวัสดุที่คงทน ขนาดความยาวเท่ากับขาช้าง
มีลักษณะพิเศษที่มีความยืดหยุ่นได้ดี รูปทรงพอเหมาะกับขาช้าง
และสะดวกในการถอดออกและนำสวมใส่เข้าไปใหม่
ซึ่งจะทำให้สัตวแพทย์มีความสะดวกในการรักษา ล้างบาดแผล
และยังช่วยให้กระดูกส่วนที่หักเชื่อมติดกันดียิ่งขึ้น

โดยขณะนี้เป็นช่วงของการออกแบบ วัดขนาด สัดส่วนของขาช้างพังกำไล
และวางรูปทรงของเฝือกที่จะหล่อขึ้น
จากนั้นจะทำการหล่อเฝือกขึ้นมาซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน
ในหล่อทำให้เฝือกแห้งสนิทแล้วจะนำสวมใส่เข้าขาขวาของพังกำไลที่หักได้
ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อของกระดูกที่หักดีขึ้น

สำหรับอาการทั่วไปของช้าง "พังกำไล" หรือ "พังแต๋น" ล่าสุด
ช้างพังกำไลสามารถกินอาหารได้ดี ขับถ่ายได้ดี ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้ดี
สัตวแพทย์ยังต้องทำการรักษาบาดแผลที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุ
ซึ่งด้านซ้ายของลำตัวช้างในวันนี้บาดแผลช่วงกดทับยังมีเนื้อตายแต่บาดแผลไม่
ขยายตัวออกไป

ส่วนบาดแผลส่วนอื่น ส่วนใหญ่เริ่มแห้ง มีเนื้องอกออกมาใหม่
แต่บาดแผลที่เกิดจากการใช้สายเปลยกช่วงขาหนีบด้านใต้ท้องด้านหน้าและด้านขา
หลังบาดแผลเริ่มมีขึ้นอีก
สัตวแพทย์กำลังหาวิธีแก้ไขโดยหาอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นเสื้อนุ่มขนาดใหญ่มา
รองรับตัวช้าง เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล

นอกจากนั้น ยังพบว่า ประชาชน หลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะข้าราชการ
พนักงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทห้างร้านต่างๆ
เมื่อเดินทางผ่านโรงพยาบาลช้างสุรินทร์
มักจะแวะมาเยี่ยมให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์ รวมทั้งให้กำลังใจช้างพังแต๋น
ควาญช้าง และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ
ที่มาช่วยในการรักษาช้างพังกำไลอย่างต่อเนื่อง
พร้อมได้พากันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
ร่วมกับช้างพังกำไลไปฝากญาติพี่น้องหรือให้เพื่อนร่วมงานได้ดูอีกด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000080594

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปภ.เขต 5 เตือน 4 จว.อีสานล่างระวังน้ำท่วมฉับพลัน-โคลนถล่ม

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ปภ.เขต 5 นครราชสีมา แจ้งเตือน ปชช.4 จว.อีสานล่าง
ระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก เน้น
พท.เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม 2 จังหวัดให้ระวังเป็นพิเศษ
และติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เผยเตรียม จนท.-อุปกรณ์
เครื่องมือไว้พร้อมอพยพราษฎรได้ทันทีหากเกิดภัยพิบัติขึ้น

วันนี้ (14 ก.ค.) นายวัลลภ เทพภักดี
ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 5 นครราชสีมา (ปภ.เขต 5
นม.) เปิดเผยว่า ทางศูนย์ ปภ.เขต 5
ได้ออกประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนัก
น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.)
เนื่องจากได้รับรายงานสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า
ร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย
และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรง
ลักษณะเช่นนี้ทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่น
และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

สำหรับพื้นที่ความรับผิดชอบของศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา 4
จังหวัดอีสานตอนล่าง (นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์) นั้น
มีพื้นที่เสี่ยงภัยดินโคลนถล่ม อยู่ใน 2 จังหวัด คือ นครราชสีมา และ
ชัยภูมิ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
ระมัดระวังอันตรายจากสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ในระยะ 1-2 วันนี้

"ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย
ติดตามข้อมูลข่าวสารการพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
หากได้รับคำเตือนหรือคำแนะนำจากทางราชการขอให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เพื่อการป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้น" นายวัลลภ กล่าว

นายวัลลภ กล่าวอีกว่า ศูนย์ ปภ.เขต 5 นครราชสีมา
ได้จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น เรือท้องแบน
เครื่องสูบน้ำ รถยนต์ขนย้ายสิ่งของและอพยพประชาชน
รวมทั้งเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ไว้พร้อมแล้ว
เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที
หากประชาชนในพื้นที่ใดได้รับความเดือดร้อนจากเหตุอุทกภัย
สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
เขต 5 นครราชสีมา และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดทุกจังหวัด
หรือทางโทรศัพท์สายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

"อย่าง ไรก็ตาม จากรายงานล่าสุดจนถึงขณะนี้
มีรายงานฝนตกในหลายพื้นที่แต่ยังไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลากแต่
อย่างใด หากยังมีฝนตกลงมาต่อเนื่อง 1-2 วันนี้
อาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันได้" นายวัลลภ กล่าวในที่สุด


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079451

รพ.สุรินทร์ร่วมสถานศึกษาคุมเข้มสกัด "หวัดใหญ่ 2009"

สุรินทร์ - หลายหน่วยงานเมืองช้างตื่นตัวคุมเข้มป้องกันแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัดใหญ่
2009 เผย รพ.สุรินทร์ แจกหน้ากาก ปชช.-ผู้ป่วย
ที่มาใช้บริการทุกคนพร้อมซักประวัติยิบ
หากพบต้องสงสัยคัดแยกเข้าห้องกักเชื้อทันที ด้านโรงเรียนอนุบาลสุรินทร์
ร่วม รพ.สุรินทร์ คัดกรองเข้มนักเรียน ยืนยันยังไม่พบ นร.ป่วยหวัด 2009

วันนี้ (14 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้หลายหน่วยงานใน
จ.สุรินทร์ ทั้งโรงพยาบาลและสถานศึกษาต่างตื่นตัวในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่างเข้มงวด
โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลสุรินทร์
เจ้าหน้าที่พยาบาลได้แจกจ่ายหน้ากากอนามัยปิดปากจมูกให้กับประชาชน
ผู้ป่วย และญาติผู้ป่วยที่มาใช้บริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทุกคน
พร้อมซักประวัติผู้ป่วยที่เข้ามาตรวจรักษาอย่างละเอียด หากพบมีไข้สูง
ต้องสงสัยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
จะคัดแยกผู้ป่วยไปเจ้าห้องกักเชื้อและทำความสะอาดบริเวณที่ผู้ป่วยเดินผ่าน
หรือเข้าใช้งานทั้งหมดทันที

ขณะที่โรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ อ.เมือง จ.สุรินทร์
ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่
1 (ป.1) มีจำนวนนักเรียนรวมกว่า 3,000 คน
ทางโรงเรียนโดยคณะครูร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโรงพยาบาลสุรินทร์
ได้ทำการคัดกรองนักเรียนด้วยการสอบถาม
และวัดอุณหภูมิร่างกายเด็กนักเรียนอย่างเข้มงวดเช่นกัน
หากพบมีอาการไข้สูงจะแจ้งให้ผู้ปกครองมารับตัวกลับไปพักผ่อนที่บ้าน
หรือนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษาให้หายจากอาการป่วยเป็นไข้ก่อนจึงค่อยกลับ
มาเรียนตามปกติ ทั้งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังคนอื่นๆ

นายสุชีพ พฤฒิพันธ์พิสุทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุรินทร์
กล่าวว่า ขอฝากถึงบรรดาผู้ปกครองนักเรียน ว่า
หากพบบุตรหลานมีอาการป่วยเป็นไข้สูง อย่าได้ส่งลูกหลานมาโรงเรียน
ควรนำไปพบแพทย์ให้ตรวจรักษา
หรือให้พักผ่อนอยู่ที่บ้านรักษาให้หายขาดก่อนแล้วค่อนมาเรียนตามปกติ
ไม่ใช่นั้นหากป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
อาจจะนำเชื้อมาแพร่กระจายสู่กลุ่มเพื่อนได้

"แต่ปัญหาขณะนี้ คือ แม้เด็กนักเรียนไม่สบายป่วยเป็นไข้
ผู้ปกครองก็ยังส่งลูกหลานมาโรงเรียนโดยอ้างว่าไม่มีใครดูแลอยู่ที่บ้าน
ปัญหาจึงลุกลามต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีเด็กนักเรียนโรงเรียนอนุบาลสุรินทร์ป่วยเป็นโรคไข้หวัด
ใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นจำนวนมากตามข่าวลือแต่อย่างใด
ขอให้ผู้ปกครองสบายใจได้ ทางโรงเรียนจะไม่ปิดบังเรื่องนี้อย่างแน่นอน"
นายสุชีพ กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079513

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชาวสุรินทร์-นักท่องเที่ยวตื่นตาตื่นใจทำบุญตักบาตรบนหลังช้าง

วันนี้ (7 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่บริเวณลานหน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง
เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์
พุทธศาสนิกชนชาวสุรินทร์ทุกหมู่เหล่าและนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ร่วมกัน
ประกอบพิธีทางพุทธศาสนา รับศีล ถวายสังฆทาน และทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์
สามเณร 50 รูป เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวไทย

โดยทางจังหวัดสุรินทร์ได้จัดพิธีทำบุญตักบาตรบนหลังช้างขึ้น
มีนายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
และ พระธรรมโมลี เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (มหานิกาย)
เป็นประธานฝ่ายพระสงฆ์

ทั้งนี้ การตักบาตรบนหลังช้างดังกล่าว
พระสงฆ์และสามเณรได้ขึ้นนั่งบนหลังช้าง เชือกละ 2 รูป
เพื่อให้ญาติโยมทั้งหญิงชาย เด็ก
ผู้ใหญ่และนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้ทำบุญใส่บาตร ข้าวสาร
อาหารแห้งกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะญาติโยมที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด
รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศต่างตื่นตาตื่นใจกับการได้ทำบุญ
ตักบาตรแด่พระสงฆ์-สามเณร บนหลังช้าง
และได้พากันบริจาคเงินทำบุญกับช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ที่อยู่คู่กับประเทศไทย
มาช้านานด้วย

นอก จากนั้นยังมีกิจกรรมนั่งช้างชมเมือง
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้แก่ควาญช้าง
และเป็นค่าอาหารช้าง ซึ่งเป็นการทำบุญช่วยเหลือช้างอีกทางหนึ่งด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000076666

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"พังกำไล"ชื่นมื่นอาการดีขึ้นตามลำดับ - คาดเริ่มรักษาด้วยวารีบำบัดกลางเดือนนี้

สุรินทร์ - "ช้างพังกำไล" อาการดีขึ้นตามลำดับ
ขาขวาที่หักกระดูกเชื่อมต่อกันมากขึ้น
บาดแผลเริ่มมีหนังและเนื้อใหม่งอกขึ้นมา
เผยช้างมีกำลังใจและอารมณ์ดีมากหยอกล้อเจ้าหน้าที่-ทีมสัตวแพทย์อยู่ตลอด
เวลา ส่วนสระน้ำก่อสร้างคืบ 60% คาดกลางเดือน
ก.ค.นี้เริ่มทดสอบการรักษาด้วยวารีบำบัดได้

วันนี้ (4 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า
ช้างพังกำไลที่เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บจาก อุบัติเหตุทางรถยนต์
ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลช้าง
สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์ นั้น
ล่าสุดขณะนี้พังกำไลมีอาการดีขึ้นตามลำดับ

สัตวแพทย์หญิงภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์
เปิดเผยว่า อาการของช้างพังกำไล ดีขึ้นตามลำดับ
บาดแผลตามตัวถือว่าดีขึ้นมาก เริ่มมีหนังและเนื้อใหม่งอกขึ้นมา
ยกเว้นบาดแผลที่สะโพกซ้าย ซึ่งเป็นบาดแผลจากการนอนกดทับ
พบมีเนื้อตายและมองเห็นกระดูกสะโพก
ซึ่งสัตวแพทย์ได้ตัดเอาเนื้อตายออกและทำการล้างบาดแผลทุกวันพร้อมให้
ออกซิเจนบริเวณบาดแผล
นอกจากนั้นยังได้ใช้น้ำผึ้งฉีดเข้าเนื้อบริเวณบาดแผลเพื่อให้สมานแผลได้เร็ว
ขึ้น ให้กินยาแก้ปวดและแก้อักเสบ

รวมทั้งต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาบาดแผลกดทับ
ช่วงบริเวณที่มีสายพานรั้งสำหรับยกตัวช้างขึ้น
เพื่อทำความสะอาดในแต่ละวัน เพื่อไม่ให้ถูกกดทับจากแรงดึงของสายพานมากนัก
สำหรับขาขวาที่หัก
จากการเอ็กซเรย์ครั้งสุดท้ายพบว่ากระดูกเริ่มงอกต่อติดกันมากขึ้น
แต่ยังต้องทำการรักษาบาดแผลบริเวณขาขวาเมื่อถอดเฝือกออก

สัตวแพทย์หญิงภัทร กล่าวต่อว่า
สำหรับสภาพจิตใจและอารมณ์ของช้างพังกำไล ขณะนี้ถือว่า
ช้างมีกำลังใจที่ดีมาก สามารถหยอกล้อเล่นกับทีมสัตวแพทย์
และเจ้าหน้าที่ทหารที่มาให้การสนับสนุนช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา
และจะแสดงอาการเจ็บแผลขณะทำการล้างบาดแผลด้วยการสะบัดตัวแรงๆ
ทำให้ทีมสัตวแพทย์ต้องส่งเสียงขู่บอกไม่ให้แสดงอาการโมโหมากเกินไป
ซึ่งพังกำไลก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี

ส่วนอาหารขณะนี้ต้องเปลี่ยนให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกจากหญ้า
ต้นกล้วย อ้อย แล้วสัตวแพทย์ยังได้นำ ถั่วฝักยาว แตงกวา
มาให้พังกำไลกินสลับสับเปลี่ยนกันไปเพื่อไม่ให้ช้างเบื่ออาหาร

"สำหรับการสร้างสระน้ำเพื่อใช้รักษาพังกำไลด้วยวิธีวารีบำบัด นั้น
ขณะนี้การก่อสร้างมีความคืบหน้าไปกว่า 60% แล้วคาดว่าประมาณกลางเดือน
ก.ค. นี้ จะสามารถทดสอบการใช้สระน้ำรักษาด้วยวิธีวารีบำบัดได้"
สัตวแพทย์หญิงภัทร กล่าวในตอนท้าย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000075833

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สุดหวาดเสียว! เด็กสุรินทร์ตกหลังคาปั๊ม - เหล็กรั้วเสียบซี่โครงทะลุหลัง

สุรินทร์- เกิดเหตุสุดหวาดเสียว! เด็กเมืองช้าง 14 ปี
ช่วยแม่ทำความสะอาดปั๊มน้ำมัน
ปีนขึ้นไปดึงสิ่งของบนหลังคากระเบื้องแตกร่วงถูกเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วเสียบ
ซี่โครงซ้ายทะลุหลัง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดเหล็กนานกว่า 1 ชั่วโมง
ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ให้แพทย์ช่วยชีวิตด่วน

วันนี้ (28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00
น.ที่สถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันศิริเจริญพานิชย์ อ.เมือง
จ.สุรินทร์ ได้เกิดเหตุ ด.ช.สุรศักดิ์ รักษา อายุ 14 ปี
ตกจากหลังคาถูกเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วภายในปั๊มน้ำมันเสียบเข้าบริเวณซี่โครง
ด้านซ้ายทะหลัง ติดอยู่บนกำแพงรั้วที่มีความสูงกว่า 2 เมตร

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจังหวัดสุรินทร์
และเจ้าหน้าที่ชุดป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองสุรินทร์
ต้องเร่งใช้เครื่องตัดเหล็กรั้ว เพื่อช่วยเหลือนำตัว ด.ช.สุรศักดิ์ รักษา
ลงมาอย่างระมัดระวัง ท่ามกลาง ด.ช.สุรศักดิ์
ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
จึงสามารถตัดเหล็กที่เสียบอยู่ได้สำเร็จ
ก่อนนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ผ่าตัดนำเหล็กที่เสียบอยู่ออกโดยด่วน

ทั้งนี้ จากการสอบถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ
ด.ช.สุรศักดิ์ รักษา อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนวัดพรมสุรินทร์ ได้ใช้วันหยุดมาช่วย นางบุญศรี รักษา ผู้เป็นแม่
ทำงานความสะอาดภายในปั๊มน้ำมันดังกล่าว โดยในขณะที่ทำความสะอาดนั้น
ด.ช.สุรศักดิ์ ได้ปีนขึ้นไปเก็บเศษสิ่งของที่เกะกะและทำความสะอาดบนหลังคา
ซึ่งเป็นกระเบื้องสภาพเก่าอยู่ติดกับกำแพงรั้วที่ติดตั้งเหล็กแหลม
แต่หลังคากระเบื้องที่ ด.ช.สุรศักดิ์เหยียบอยู่เกิดแตก
ทำให้ตกลงมาถูกเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วเสียบเข้าที่ซี่โครงด้านซ้ายทะลุหลัง
ผู้พบเห็นจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนดังกล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073094

"ช่องสะงำ" วังเวง เขมรเร่งตุนอาหารน้ำมัน - บริษัทไทยขนเครื่องจักรกลับ/บ่อนหยุดก่อสร้าง

สุรินทร์/ศรีสะเกษ - ชายแดน "เขาวิหาร" ยังคงตึงเครียดทางทหารต่อเนื่อง
ทำด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ ศรีสะเกษ ตกอยู่ในสภาพวังเวง
พบพ่อค้ากัมพูชาเร่งซื้อสินค้ากักตุนจากฝั่งไทย ทั้งอาหาร
เครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงขนกลับประเทศอย่างรีบร้อน
ส่วนผู้รับเหมาก่อสร้างถนนชาวไทยนำเครื่องจักรกลกลับประเทศ
ขณะบ่อนกาสิโนชายแดนเพิ่งเริ่มก่อสร้างต้องหยุดโดยสิ้นเชิงทหารเขมรเข้ายึด
เป็นที่ตั้งจุดตรวจการณ์ประจันหน้าทหารไทย

วันที่ (29 มิ.ย.)
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจากการ
ตรึงกำลังระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์
จ.ศรีสะเกษ อยู่ในขณะนี้ได้ส่งผลให้ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นด่านผ่านแดนลงไปสู่ อ.อัลลองเวง
จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ตกอยู่ในสภาพเงียบเหงา
การเดินทางผ่านแดนเข้า-ออกของชาวไทยและกัมพูชามีจำนวนน้อยมาก

ขณะที่เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชามีการตรวจตราชาวไทย
ที่เดินทางเข้าไปยังตลาดชายแดนตรงข้ามด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
เข้มงวดมากขึ้น เพราะเกรงว่าจะมีชาวไทยลักลอบเข้าไปสืบหาข่าว
ความเคลื่อนไหวทางการทหารในฝั่งประเทศกัมพูชา

นอกจากนั้นเป็นที่สังเกตว่า
พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวกัมพูชาได้ตื่นตัวพากันซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
และน้ำมันเชื้อเพลิงไปกักตุนกันมากกว่าปกติ เช่นเมื่อวาน (28 มิ.ย.)
มาซึ่งเป็นวัดเปิดตลาดนัดชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องสะงำ
พบว่ามีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวกัมพูชาจาก อ.อัลลองเวง กว่า 200
คนทะลักเข้ามาซื้อสินค้า อาหารสด
เครื่องอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมากและขนกลับเข้าไปฝั่งประเทศกัมพูชาอย่างรีบ
เร่ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเงียบเหงาเช่นเดิม

โดยน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ได้มีรถบรรทุกน้ำมันดีเซล และเบนซิน
ขนาดความจุ 40,000 ลิตร เดินทางเข้าไปส่งน้ำมันให้แก่พ่อค้า
ชาวกัมพูชาที่ฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนติดกับฝั่งไทย
และมีรถบรรทุกน้ำมันขนาดเล็กจากพื้นที่ต่างๆ ในเขต จ.เสียมราฐ
ได้มารับซื้อน้ำมันที่นำเข้าจากประเทศไทยดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับประชาชนชาวกัมพูชาทั่วไปและกักตุนสำรองไว้หาก
เกิดเหตุการณ์ปะทะกันขึ้นระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาจากความขัดแย้งกรณี
ปราสาทพระวิหาร แม้ด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำจะอยู่ห่างจากเขาพระวิหาร กว่า
10 กิโลเมตรก็ตาม

ชาวกัมพูชารายหนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวว่า
ช่วงนี้ต้องเร่งซื้อน้ำมันไปกักตุนไว้
เพราะจำเป็นต้องใช้น้ำมันเติมรถยนต์สำหรับการเดินทางและบรรทุกสินค้าไปขาย
ตามหมู่บ้านต่างๆ ทุกวัน
ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นหรือจะมีการปะทะกันขึ้น
เมื่อใด แต่สำหรับประชาชนกัมพูชาแล้วไม่อยากให้มีการสู้รบกัน
เพราะจะทำให้ประชาชนพ่อค้าโดยเฉพาะผู้มีถิ่นอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเดือดร้อน
และลำบากมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทุกอย่างจากฝั่งไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
ในส่วนของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างถนนชาวไทยที่เดินทางเข้ารับเหมาก่อสร้าง
ถนน ใน จ.เสียมราฐ กัมพูชา ก็ได้เริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องจักรกล
อุปกรณ์เครื่องมือการก่อสร้าง
เดินทางผ่านด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำกลับเข้ามาในฝั่งไทยเช่นกัน และบอกว่า
อยู่ในพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชาไม่ได้เพราะถูกทหารกัมพูชารบกวนกดดันตลอด
เวลา ต้องรีบขนเครื่องจักร และ
รถแบ็คโฮกลับเข้ามาในฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับถนนลาดยางหมายเลข 67 ที่เชื่อมบริเวณด่านผ่านแดนช่องสะงำ
ฝั่งไทยไปยังฝั่งกัมพูชา ผ่าน อ.อัลลองเวง เข้าไปยัง จ.เสียมราฐ
นั้นในช่วงเริ่มต้นของถนนที่อยู่ในฝั่งไทยยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้
เนื่องจากพบมีบ่อนกาสิโนของกัมพูชาเข้าก่อสร้างอยู่บริเวณริมถนนดังกล่าวบน
พื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน และกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2
ได้ทำหนังสือประท้วงรัฐบาลกัมพูชาผ่านกระทรวงการต่างประเทศทำให้บ่อนกาสิโน
ต้องหยุดก่อสร้าง
และต้องปิดตายถนนลาดยางดังกล่าวแล้วหันมาใช้ถนนลูกรังจากฝั่งไทยลงไปยัง
อ.อัลลองเวง จ.เสียมราฐ แทน

ประกอบกับเหตุการณ์ตึงเครียดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ในขณะนี้ส่งผลให้กาสิโนชายแดนช่องสะงำ
ของกัมพูชาดังกล่าวต้องหยุดก่อสร้างไปโดยสิ้นเชิง
ซึ่งฝ่ายทหารกัมพูชาได้ส่งกำลังทหารมาตั้งจุดตรวจการณ์หน้า ที่บริเวณ
สถานที่ก่อสร้างบ่อนกาสิโนดังกล่าว
ห่างจากฐานทหารไทยที่ฐานปฏิบัติการช่องดาระกา ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ เพียง
70 เมตร

ส่วนสถานการณ์ตึงกำลังทหารระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา
บริเวณชายแดนเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ล่าสุด วันนี้ (29
มิ.ย.) ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
โดยทางทหารกัมพูชายังคงตรึงกำลังทหารและอาวุธหนักบริเวณด้านใต้ปราสาทพระ
วิหาร เป็นจำนวนมาก ขณะที่พล.ต.ชวลิต ชุนประสาน
ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี)
ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงเรียนบ้านแซร์ไปร์ ต.ไพรพัฒนา
อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหาร
และตรวจสอบความพร้อมในการวางแผนปฏิบัติการรักษาอธิปไตยของไทยให้มีความพร้อม
ในทุกด้าน


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073312

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"จา พนม" เยี่ยมอาการ "พังกำไล" - สัตวแพทย์เผยดีขึ้นมาก/ถอดเฝือกขาขวาแล้ว

สุรินทร์- "จา พนม ยีรัมย์" พร้อมพ่อ และคณะ เยี่ยมอาการป่วยช้างพังกำไล
ที่ รพ.ช้างสุรินทร์ และให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่
พร้อมอาบน้ำ-ป้อนน้ำให้ช้างด้วยตัวเอง ขณะพังกำไลอาการดีขึ้นมาก
คณะสัตวแพทย์ถอดเฝือกที่เท้าขวาออกแล้ว หลังพบกระดูกเริ่มต่อติดกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลช้าง
ภายในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งช้างจังหวัดสุรินทร์ นายจา พนม
ยีรัมย์ พระเอกภาพยนตร์ชื่อดังจากเรื่อง "ต้มยำกุ้ง" "องค์บาก"
พร้อมเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อเสียงโด่งดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ได้เดินทางมายังโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ พร้อมด้วย นายทองดี ยีรัมย์ บิดา
และทีมงาน เพื่อเยี่ยมดูอาการช้างพังกำไล หรือ พังแต๋น
พร้อมให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และทหารจากจังหวัดทหารบก
สุรินทร์และกองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์
ที่ได้ช่วยกันดูแลรักษาช้างพังกำไลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

พร้อมกันนี้ จา พนม ยีรัมย์ ได้ซื้อกล้วย ผลไม้มาให้พังกำไล
และอาศัยความเชี่ยวชาญที่เป็นคนเลี้ยงช้างอาสาป้อนน้ำและขออาบน้ำขัดตัวให้
ช้างพังกำไลอย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะเชื่อว่าช้างคือสัตว์ที่ฉลาด
มีบุญคุณกับตัวเขา และมนุษย์มาก ซึ่งทุกครั้งที่ จา พนม ยีรัมย์
จะทำอะไรต้องยกมือไหว้เพื่อขอขมาช้างที่อาจล่วงเกินก่อนตลอดเวลา

นอก จากนั้น บรรดาทีมสัตวแพทย์
และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ต่างได้ขอถ่ายรูปกับจา พนม
ยีรัมย์คู่กับช้างพังกำไลไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างคึกคัก

จา พนม ยีรัมย์ เปิดเผยว่า ที่เดินทางมาครั้งนี้
เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจช้างพังกำไล และทีมสัตวแพทย์ ที่ทำการ
รักษาช้างพังกำไล ขอให้ช้างพังกำไล หายเร็วๆ
จะได้ไปร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วยกัน นอกจากนั้น
ตนก็มีช้างเลี้ยงไว้ที่บ้านจึงรู้ความรู้สึกของช้าง ว่า
ทรมานและเจ็บปวดแค่ไหน จึงให้กำลังใจช้างพังกำไล ขอให้หายเจ็บป่วยในเร็วๆ
นี้ จะได้เดินทางกลับบ้าน และเราชาวไทยทุกคนก็ให้กำลังใจพังกำไล

สำหรับอาการบาดเจ็บของช้างพังกำไลนั้น คณะสัตวแพทย์ เปิดเผยว่า
ตรวจพบว่ากระดูกเท้าขวาที่หักและเข้าเฝือกไว้ได้เริ่มต่อติดกันแล้ว
จึงได้ถอดเฝือกออก และบาดแผลที่บริเวณใต้ท้องช่วงขาซ้ายหน้า
ยังพบอาการเนื้อตายและมีหนองเล็กน้อย ส่วนบาดแผลบริเวณกดทับด้านซ้าย
ตามลำตัว อาการเนื้อตายไม่มี
และเนื้อใหม่เกิดขึ้นมาหลังจากสัตวแพทย์ได้ผลิตเตียงไฮดรอลิกให้ช้างได้ยืน
เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น

ส่วน การรักษาต้องทำการล้างบาดแผลและให้ยาแก้อักเสบทุกวัน
ให้กินวิตามินซีและวิตามินบี บำรุงร่างกาย
และให้กินธาตุเหล็กรักษาอาการโลหิตจางด้วย ทั้งนี้
อาการโดยทั่วไปของช้างพังกำไลตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมดี กินน้ำ
และเล่นน้ำได้มากขึ้น ใช้งวงสูบน้ำขึ้นมาฉีดพ่นอาบให้ตัวเองได้แล้ว
ผลการรักษาเป็นที่พอใจของทีมสัตวแพทย์

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072636

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"พณ."ระดมสมองชาวนา/เถ้าแก่โรงสีอีสานใต้-หวั่นเปิดตลาด"ATFA"ทำลายข้าวไทย

สุรินทร์ - กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เดินสายเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นชาวนา ผู้ประกอบการค้าข้าว
โรงสีข้าวและผู้ประกอบการอุตฯ ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ 10 จว.อีสานใต้
ระดมสมองเตรียมพร้อมรับมือไทยเปิดตลาดการค้าข้าวตามความผูกพันภายใต้ ATFA
ม.ค.ปีหน้า เผยวิตกปัญหาการสวมสิทธิ์-ลอบนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำ-ติดเชื้อโรคและศัตรูพืช
ย้ำรัฐต้องใช้มาตรการคุมเข้มนำเข้าข้าวหวั่นทำลาย"หอมมะลิ"ชื่อก้องโลกและ
ข้าวไทย

วันนี้ (25 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอาคาร 30
มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น กรณี
การเปิดตลาดข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ATFA) ครั้งที่ 4 โดย
มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ,ผู้ประกอบการค้าข้าว
โรงสีข้าว,โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ จากพื้นที่ 10
จังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง เข้าร่วมแสดงความเห็นกว่า 200 คน

นางดวงพร รอดพยาธิ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเผยว่า
การเปิดรับความเห็นครั้งนี้ เนื่องจากว่ากลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ได้ตกลงให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ ATFA ( ASEAN Fee Trade
Area) ขึ้น ประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิก ATFA มีพันธกรณีที่ต้องลดภาษี
และยกเลิกมาตรการโควตาภาษี สินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ
ซึ่งได้ดำเนินการลดภาษีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536
และมีกำหนดจะต้องยกเลิกโควตานำเข้าและลดภาษีเหลือร้อยละ 0
ในตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้
ซึ่งการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ผูกพันไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญและเป็นการสร้างความ
เชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของไทยรวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อถือของไทยใน
ภูมิภาคอาเซียนด้วย

ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณีและ
เกิดผลกระทบน้อยที่สุด กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้
กรมการค้าต่างประเทศร่วมหารือกับหน่วยงานราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ในการพิจารณาหามาตรการไว้รองรับ เพื่อบริหารจัดการข้าว
การนำเข้าข้าวและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดเวทีสัมมนา คือ
การรักษามาตรฐานคุณภาพข้าวไทย คุ้มครองสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคข้าวไทย
เพื่อหาแนวทางป้องกันการระบาดของโรคและศัตรูข้าว
ป้องการกันการนำเข้าข้าวแบบสวมสิทธิ์ในโครงการแทรกแซงของรัฐบาล
และป้องกันการนำเข้าข้าวที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)

ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารงานข้าวมีความโปร่งใส
และให้การตอบสนองต่อภาคประชาสังคม ได้อย่างทั่วถึง
จึงมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงความเห็นและ
เสนอแนะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเปิดตลาดการค้าข้าวภายใต้เขตการค้าเสรี
อาเซียน(ATFA) ซึ่งข้อมูลที่ได้จากเวทีประชาคมในครั้งนี้
จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.)
เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณี ATFA
รวมทั้งเพื่อออกเป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่
1 ม.ค. 2553 นี้

"แม่ทัพภาค 2"รุดถก ผบ.ทหารเขมร"ช่องจอม"ลดตึงเครียด/ไม่เปิดฉากปะทะ

สุรินทร์ - "พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์" แม่ทัพภาค 2 รุดหารือนอกรอบ กับ
ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชาและคณะ
เพื่อลดปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กาสิโนคนสนิท "ฮุน เซน"
ตกลงไม่ให้มีการปะทะและยั่วยุทางกำลังทหาร
ขณะชายแดนด้านปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ทหาร 2
ประเทศตรึงกองกำลังติดอาวุธพร้อมปฏิบัติหน้าที่ เผยฝ่ายเขมรขนกำลังพล
ปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยานเข้าเสริมเต็มอัตราศึก แถมซ้อมรบห่างไทยแค่ 10
กม.

วันนี้ (25 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น.
พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2)
พร้อมด้วยเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และ
ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์
เดินทางเข้าไปยังโอร์เสม็ด รีสอร์ท สถานกาสิโนชายแดนฝั่งกัมพูชา
ตั้งอยู่ตรงข้ามด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นของ นายพัด สุพาภา หรือ "เสี่ยพัด" นักธุรกิจคนสนิท
นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ทั้งนี้ เพื่อเจรจาหารืออย่างไม่เป็นทางการ กับ พล.ท. เจีย มอญ
ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ประเทศกัมพูชา
ซึ่งคุมกำลังทหารประจำพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้าน
จ.บุรีรัมย์,สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ
และมีนายทหารที่คุมกำลังหน่วยรบของกัมพูชา
เข้าร่วมหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ด้วย

โดยผู้นำทหารไทยและทหารกัมพูชา
ได้หารือกันนอกรอบที่จะไม่ให้มีการปะทะกัน
และยั่วยุทางกำลังทหารซึ่งอาจนำไปสู่การใช้อาวุธ โดยให้ทหารทั้ง 2
ฝ่ายลดการประจันหน้ากันและให้ใช้หลักการเจรจากันเป็นหลักในการปฏิบัติ
หน้าที่ ทั้งที่บริเวณเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ
และตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่สถานการณ์ตรึงเครียดอยู่ในขณะนี้
ซึ่งการหารือกันในครั้งนี้จะใช้เป็นแนวทางในการเจรจาหารือกันอย่างเป็นทาง
การของระดับผู้นำทหารทั้ง 2 ประเทศ ที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
ในระหว่างวันที่ 2-3 ก.ค. ที่จะถึงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า การหารือระหว่าง แม่ทัพภาคที่ 2
กับ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาค ที่ 4
ประเทศกัมพูชาและคณะในครั้งนี้ถูกกำชับจากนายทหารติดตามแม่ทัพภาคที่ 2
ให้ถือเป็นความลับห้ามให้ผู้สื่อข่าวทุกแขนงทราบ

จนกระทั่งเวลา 17.20 น. คณะของแม่ทัพภาคที่ 2
ได้เดินทางด้วยรถตู้ของกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี)
มายังบริเวณศูนย์ฝึกอาชีพพื้นที่ชายแดนไทย อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ซึ่งเป็นสถานที่จอดเฮลิคอปเตอร์ของแม่ทัพภาคที่ 2 และ แม่ทัพภาคที่ 2
ใช้เวลาทักทายเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ศูนย์ฝึกอาชีพประมาณ 5 นาที
ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์เดินทางกลับกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง
จ.นครราชสีมาทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรรายงานอีกว่า
สำหรับสถานการณ์ความตึงเตรียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้าน จ.สุรินทร์ นั้น ล่าสุดบริเวณพื้นที่พิพาทกรณีปราสาทตาควาย
และ ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
ทหารไทยและทหารกัมพูชาต่างได้มีการตรึงกองกำลังติดอาวุธ
เตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่รักษาดินแดนได้ทันทีหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบุกรุกและ
โจมตีก่อน

โดยเฉพาะทางฝ่ายกัมพูชาได้สร้างถนนและนำกำลังพล
พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งปืนใหญ่
ปืนต่อสู้อากาศยานเข้าเสริมพื้นที่เต็มอัตราศึก อีกทั้งเมื่อ 2
วันที่ผ่านมาทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการซ้อมรบทางการทหารเต็มอัตราศึก
อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชาห่างจาก อ.พนมดงรัก
จ.สุรินทร์ ไปประมาณ 10 กิโลเมตร(กม.)

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กกล.สุรนารียอมรับ "เขาพระวิหาร" ตึงเครียด ! "กมธ." รุดลงสุรินทร์เกาะติดปัญหาชายแดน

สุรินทร์-คณะกรรมาธิการชายแดน สภาผู้แทนฯ รุดดูพื้นที่ จ.สุรินทร์
ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนไทย-เขมร
รวมทั้งความร่วมมือทางด้านด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว
ความมั่นคงและปัญหาแรงงานชาวต่างด้าว ด้าน "กกล.สุรนารี"
แจงสถานการณ์ชายแดนเขาพระวิหาร ยอมรับตึงเครียด
แต่พร้อมรักษาอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่

วันนี้( 24 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมศรีณรงค์ ศาลากลางจังหวดสุรินทร์
คณะกรรมาธิการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายอิทธิเดช แก้วหลวง
ประธานกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ
ได้เข้าร่วมประชุมและสอบถามรับฟังปัญหาด้านต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.หวัดสุรินทร์
เพื่อนำข้อมูลเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา พัฒนาความสัมพันธ์
และส่งเสริมการค้าการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างทั้ง 2 ประเทศต่อไป

นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
ได้นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร, ตำรวจ, แรงงาน,
สรรพสามิต, ศุลกากร,
ด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง,เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคง
ตามแนวชายแดน เข้าร่วมบรรยายสรุปสถานการณ์และปัญหาของส่วนราชการต่าง ๆ
พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาชายแดนทั้ง 2 ประเทศ

ทั้งนี้ จ.สุรินทร์
มีนโยบายพัฒนาเมืองชายแดนโดยเฉพาะด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชาช่องจอม-โอ
ร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า
การลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชา
ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไทยได้สนับสนุนการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาในการสร้างเส้นทาง
เชื่อมระหว่างด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ไปยัง บ้านกอลัน อ.สำโรง
จ.อุดรมีชัย กัมพูชา ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร เป็นเงินราว 1,400 ล้านบาท
จะทำให้การค้าการลงทุนของ 2 ประเทศ มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น
และทำให้เศรษฐกิจของ จ.สุรินทร์ ดีขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า
สำหรับประเด็นปัญหาที่ทางกรรมาธิการชายแดน ได้ให้ความเป็นห่วง คือ
การข้ามชายแดนและการตรวจบัตรผ่านแดนเข้า-ออก
ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองควรมีมาตรการตรวจสอบการผ่านเข้า-ออกชายแดนไทยอย่าง
เข้มงวดเพื่อป้องกันการเดินทางเข้ามาในไทยแล้วไม่ยอมเดินทางกลับของชาว
กัมพูชา ,สปป.ลาว รวมทั้งชาวพม่า ซึ่งกลายเป็นแรงงานเถื่อนอยู่ในไทยกว่า
2 ล้านคนในขณะนี้

ส่วนปัญหาความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ
ที่มีการตรึงกำลังระหว่างทหารไทยและกัมพูชาอยู่นั้น
คณะกรรมาธิการชายแดนมีความเป็นห่วงเป็นอย่างมาก อยากให้รัฐบาลทั้ง 2
ประเทศสามารถเจรจากันและพัฒนาพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่อง
เที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้ง 2
ประเทศเป็นอย่างมาก

พล.ท.มะ โพธิ์เงิน รองประธานกรรมาธิการชายแดน
ได้สอบถามผู้แทนจากกองกำลังสุรนารี (กกล.สุนารี)
ซึ่งเป็นหน่วยงานทหารที่ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ในเรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน
และการเตรียมกำลังทหารในการรักษาอธิปไตยของไทยโดยเฉพาะชายแดนด้านเขาพระ
วิหาร จ.ศรีสะเกษ

ทางผู้แทนกองกำลังสุรนารีได้ ชี้แจงว่า
กรณีการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน
หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเพื่อมนุษยธรรมได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน
พื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ ได้แล้วเป็นบางส่วน
พร้อมได้ส่งมอบพื้นที่ที่ปลอดภัยให้แก่หน่วยงานในท้องถิ่นเข้าไปใช้ประโยชน์
ขณะนี้กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาทางด้าน
จ.ศรีสะเกษ ซึ่งก็ได้ทำลายวัตถุระเบิดที่เก็บกู้ได้ไปบางส่วนแล้วเช่นกัน

ส่วนการเตรียมพร้อมในการด้านกำลังทหารเพื่อรักษาอธิปไตยนั้น
ทหารมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลาในพื้นที่ชายแดน
โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งด้านเขาพระวิหาร ซึ่งฝ่ายทหารมีการเตรียมกำลัง
อาวุธยุทโธปกรณ์ในอัตราที่พร้อมจะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่
แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้เพราะถือว่าเป็นความลับ
ซึ่งทหารจะพูดเฉพาะในสิ่งที่เป็นความจริง
แต่จะพูดเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้
ยืนยันได้ว่าคนที่มีอาวุธอยู่ในมือและประจันหน้ากันอยู่ย่อมมีความตึงเครียด
เป็นธรรมดา แต่ทหารต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ( 24 มิ.ย.)
คณะกรรมาธิการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร
ได้เดินทางไปดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงาน
ของด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง และ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร ช่องจอม
อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน
อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071576

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หลงทางไกลโผล่เมืองช้าง "นกพิราบ" แข่งบินนานาชาติเชียงใหม่-กทม.

สุรินทร์ - นกพิราบสื่อสาร ร่วมแข่งขันบินเร็วนานาชาติ
เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ระยะทาง 560 กม.ปลายปีที่ผ่านมา
หลงทางไกลโผล่ที่วัดบ้านแจรนสัมพันธ์ อ.เมือง จ.สุรินทร์
เจ้าอาวาสวัดจับใส่กรงเลี้ยงไว้อย่างดี รอเจ้าของมารับกลับคืน

วันนี้ (22 มิ.ย.) พระครูสุรจิตรโสภณ
เจ้าอาวาสวัดบ้านแจรนสัมพันธ์ และ เจ้าคณะตำบลตาอ็อง อ.เมือง จ.สุรินทร์
เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00
น.ขณะอยู่ห้องโถงในกุฏิวัด พบมีนกพิราบตัวสีเทา 1 ตัว อ้วนสมบูรณ์
มีท่าทางคุ้นเคยไม่กลัวผู้คน และ พบมีหมายเลขเป็นรหัส
เขียนบนกระดาษสีเขียวรัดไว้ที่ขาซ้ายระบุข้อความว่า "THAILAND CHA 2008
45509" หลวงพ่อจึงให้พระลูกวัดจับไปเลี้ยงไว้ในกรงเป็นอย่างดี
เพื่อรอประกาศหาเจ้าของนกมารับกลับไป

ล่าสุด ทางสมาคมพัฒนานกพิราบสื่อสารไทย ออกมาระบุว่า
นกพิราบตัวดังกล่าวเป็นนกพิราบที่เข้าร่วมแข่งขันมหกรรมนกพิราบ 2008
(Thailand Grand Pigeon Race Chiang Mai-Bangkok 560 Km.December 2008)
ซึ่งเป็นการแข่งขันนกพิราบบินเร็วนานาชาติ จาก จ.เชียงใหม่ สู่ กรุงเทพฯ
ระยะทางไกล 560 กิโลเมตร (กม.)
ชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
โดยทำการปล่อยนกพิราบสื่อสารที่เข้าร่วมแข่งขันจากทั้งในประเทศและต่าง
ประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,666 ตัว ที่บริเวณเนินราชพฤกษ์
หน้าสวนเฉลิมพระเกียรติ (พืชสวนโลก) เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2551 เวลา 07.00
น.

นายบุญฤทธิ์ ตุลาพันธ์พงศ์
ผู้ประสานงานจัดการแข่งขันนกพิราบบินระยะไกลดังกล่าว เปิดเผยว่า
สำหรับนกพิราบพบที่วัดบ้านแจรน ต.ตาอ็อง อ.เมืองสุรินทร์ นี้
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก ว่า ทำไมนกบินหลงไปทางมาไกลขนาดนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันดังกล่าวจากจำนวนนกพิราบเข้าร่วมแข่งขัน
1,666 ตัว บินไปถึงที่หมายที่ กรุงเทพฯ เพียงประมาณ 800 ตัวเท่านั้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070475

ทหารส่งมอบถนนชายแดนสุรินทร์ -บรรเทาปชช.เดือดร้อน/สร้างความมั่นคง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มิถุนายน 2552 19:29 น.
สุรินทร์- "พล.ท.วิเชียร" เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
เป็นประธานเปิดใช้เส้นทางลาดยาง หมู่บ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.สังขะ
สุรินทร์ บรรเทาความเดือดร้อนปชช.สัญจรและนำผลผลิตออกจำหน่าย
พร้อมนำกำลังพลเข้าพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านสร้าง
ความมั่นคงชายแดน ย้ำให้ทุกคนยึดมั่นหลักความดี พอเพียง มีสติ
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทำความดีถวายในหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านตาตุม ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์
พล.ท.วิเชียร ศิริสุนทร เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
กองบัญชาการทหารสูงสุด
ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดใช้เส้นทางลาดยางจากบ้านดาร์ ถึง บ้านตาตุม
ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ รวมระยะทาง 2.780 กิโลเมตร (กม.)
ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนซึ่งเป็นหมู่บ้านติดแนวชายแดน
ไทย-กัมพูชา ทั้งในด้านการเดินทางสัญจรไปมาและนำผลผลิตทางการเกษตรออกไปจำหน่ายยังตลาด
อำเภอสังขะ ซึ่งหน่วยทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 อำเภอปราสาท จ.สุรินทร์
ได้จัดกำลังพลและเครื่องจักรกล เข้าดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนม.ค.
2552 เป็นต้นมาจนแล้วเสร็จ

นอกจากการก่อสร้างถนนให้กับชาวบ้านแล้ว หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่
54 ยังได้เข้าไปส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านตามแนวชายแดนที่บ้านตาตุมจำนวน
10 โครงการ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รวมทั้งเป็นหมู่บ้านมั่นคง ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.ท.วิเชียร ศิริสุนทร เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
กองบัญชาการกองทัพไทยกล่าว่า ได้
พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรับทราบปัญหาและจะได้มีการสนับสนุนงบประมาณสร้างความ
มั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
และขอร้องให้ประชาชนได้หวงแหนทรัพย์สมบัติท้องถิ่น
เพื่อการใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน ที่สำคัญขอให้ประชาชนบ้านตาตุม
หมู่บ้านชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ร่วมกันดูแลเฝ้าระวังสร้างความมั่นคง
และร่วมมือช่วยเหลือทางราชการเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ

"พร้อม กับขอให้ทุกคนยึดมั่นหลักของความดี ความพอเพียง มีสติ
ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ซึ่งพระองค์ท่านมีความหวงใยประชาชนของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ
ขอให้ทุกคนทำความดีถวายแด่พระองค์ท่านสืบไป" พล.ท.วิเชียร กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070012

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สุรินทร์รุกฟื้นทำนาวิถีดั้งเดิมตามรอยพ่อ "ฟ้า ฝน คน ควาย" - ลดค่าใช้จ่ายสร้างชนบทเข้มแข็ง

สุรินทร์- อำเภอสังขะ ร่วม อบต.ตาคง เมืองช้าง
รุกฟื้นฟูวิถีทำนาแบบดั้งเดิม
ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อของแผ่นดิน "ฟ้า ฝน คน ควาย"
รณรงค์ให้เกษตรกรใช้ควายไถนา มุ่งทำการเกษตรอินทรีย์ลดค่าใช้จ่าย
สร้างวิถีชีวิตชุมชนชนบทให้เข้มแข็ง
เผยเขยฝรั่งสนใจลงแข่งขันไล่ควายไถนาและดำนา
สร้างสีสันเรียกเสียงเชียร์สนุกสนานสนั่นท้องทุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านสนวน ต.ตาคง อ.สังขะ จ.สุรินทร์
ทางอำเภอสังขะ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตาคง
จัดงานรณรงค์ฟื้นฟูวิธีการทำนาแบบดั้งเดิมโดยใช้
กระบือไถ่นาเพื่อปักดำต้นกล้า ยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ตามรอยพ่อของแผ่นดิน" ฟ้า ฝน คน ควาย" โดยมี นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน ซึ่ง
ผู้ว่าฯสุรินทร์ได้นำนายอำเภอสังขะ
หัวหน้าส่วนราชการลงไถนาโดยแรงงานกระบือและปักดำต้นกล้าข้าวในนากับเกษตรกร
ที่มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เผยแพร่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และเป็นการดำเนินตามนโยบายสุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์เพื่อลดค่าใช้จ่าย
สร้างวิถีชีวิตชุมชนชนบทให้เข้มแข็ง
รวมถึงอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านชาวนาไทย
และอนุรักษ์พันธุ์กระบือไทยด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการแสดงออก
ด้วยการแข่งขันไถนาและปักดำนาแบบวิถีดั้งเดิม
ส่วนกิจกรรมที่เป็นสีสันสร้างความสนุกสนานครึกครื้นให้ผู้มาร่วมงานมากที่
สุดเห็นจะเป็น การแข่งขันจับคันไถไล่ควายไถนาและดำนา
ของชาวต่างชาติเขยสุรินทร์ที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้จำนวน 5 คน
ท่ามกลางเสียงเชียร์จากภรรยาและแม่ยาย ดังสนั่นท้องทุ่ง

ผู้ชนะการแข่งขัน คือ มิสเตอร์แฟรงค์ เขยต่างชาติชาวเยอรมัน
ได้รับรางวัลเป็นเงินสด 1 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร จาก นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมิสเตอร์แฟรงค์พูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
ซื้อที่ดินไว้ทำนาข้าวหอมมะลิจำนวนหลายไร่ เขาจึงมีความสามารถในการไถนา
ดำนาได้เก่งไม่แพ้ชาวนาไทย และชื่นชอบการทำนาข้าวแบบวิถีดั้งเดิมของไทย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069287

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ยก"พังกำไล"ขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอลิกราบรื่น - ทีมแพทย์พระราชทานระบุอาการดีขึ้นมาก

สุรินทร์ - ทีมสัตวแพทย์พระราชทาน ระดมกำลังเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์
-ทหารและเอกชน ใช้เครนยกช้าง "พังกำไล"
ขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอลิกขนาดใหญ่ราบรื่นสำเร็จตามเป้าหมาย
เผยออกแบบขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อให้รักษาได้สะดวกและระบบไหลเวียนเลือดช้างดี
ขึ้น ระบุผลการรักษาล่าสุดอาการช้างดีขึ้นมาก
เตรียมถอนทีมสัตวแพทย์พระราชทานพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.)
แต่ยังคงติดตามและให้คำปรึกษาทีมสัตวแพทย์ประจำ
รพ.ช้างสุรินทร์อย่างใกล้ชิด

วันนี้ (11 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.
ทีมสัตวแพทย์พระราชทานสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพแห่งช้างชาติ
จังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ ทหาร จาก
กองกำลังสุรนารี ,จังหวัดทหารบกสุรินทร์, กรมสรรพวุธทหารบก
,กองพลทหารราบที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 และ องค์กรภาคเอกชนจังหวัดสุรินทร์
ได้ร่วมใช้รถเครนและเครนของโรงพยาบาลช้าง
ภายในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพแห่งช้างชาติ จ.สุรินทร์ ทำการยกช้าง
"พังกำไล" หรือ "พังแต๋น"
ขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอริกขนาดใหญ่ซึ่งทีมสัตวแพทย์พระราชทานได้ทำการออกแบบ
เพื่อใช้สำหรับรักษาช้างพังกำไลหรือพังแต๋นเป็นการเฉพาะ

โดยเตียงเหล็กไฮดรอลิกดังกล่ว
ได้ออกแบบให้สามารถปรับระดับตั้งชันได้ถึง 90 องศา เหมือนกับช้างยืนได้
ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตช้างดีขึ้นและปรับระดับลาดเอียงได้ตามต้องการ
ซึ่งจะทำให้การรักษาช้างสะดวกมากขึ้น
นอกจากนั้นยังทำการเจาะพื้นเตียงให้เป็นรูตรงกับบริเวณบาดแผลของช้างพังแต๋น
เพื่อให้สะดวกต่อการล้างทำความสะอาดบาดแผล

การปฎิบัติการยกช้างพังแต๋นขึ้นเตียงเหล็กในครั้งนี้
ได้มีการชักซ้อมทีมงาน และแบ่งภาระกิจกันอย่างชัดเจน
เพื่อให้สามารถปฎิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว
และช้างไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก ซึ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น
ช้างพังแต๋นไม่แสดงอาการดื้อขัดขืนแต่อย่างใด
และให้ความร่วมมือในการปฎิบัติงานเป็นอย่างดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ก็สามารถยกช้างพังแต๋นขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอลิกได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ทำให้ทีมงานทั้งหมดโล่งใจไปตามๆ กัน และ
จากนี้ไปการรักษาช้างพังแต๋นก็จะสะดวกมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนการทำสเต็มเซลล์ ครั้งที่ 2
เพื่อรักษาช้างพังแต๋น
ซึ่งมีกำหนดการทำสเต็มเซลล์ในเช้าวันนี้ต้องระงับลง
เนื่องจากทีมสัตวแพทย์พระราชทานได้ตรวจเม็ดเลือดของช้างพังแต๋นพบว่าเม็ด
เลือดไม่สมบูรณ์มีลักษณะเลือดจางไม่เข้มข้น
ประกอบกับบาดแผลบริเวณเท้าซ้ายที่ช้างนอนกดทับในขณะนี้
บาดแผลยังลึกและมีเนื้อตายจึงระงับการทำสเต็มเซลล์ในครั้งที่ 2 ไว้ก่อน

ทางด้านทีมสัตวแพทย์พระราชทานรายงานผลการรักษาและอาการของช้างพัง
แต๋น ล่าสุดวันนี้ (10 มิ.ย.) ระบุ ว่า
อาการช้างพังกำไลหรือพังแต๋นมีอาการดีขึ้น มีการตอบสนองที่ดี
กินอาหารและดื่มน้ำได้มาก วันนี้ได้ให้กินสารพลาสมาเพิ่มอีก 4 ขวด
กินอาหารได้หลากหลาย สัตวแพทย์พบบาดแผลที่ขาหนีบ ใต้ท้อง ต้นขาหลังขวา
โหนกแก้มซ้าย คิ้วซ้ายใต้คาง ขาหนีบ ข้างซ้าย
ซึ่งเกิดจากการนอนกดทับเป็นเวลานาน
พบเนื้อตายบางส่วนที่บริเวณบาดแผลขาซ้ายหน้า ที่ปากมีบาดแผลเล็กน้อย
ช่องปากมีแผลเล็กน้อย บาดแผลเริ่มดีขึ้น
โดยทั่วไปอาการช้างพังกำไลดีขึ้นตามลำดับเป็นที่พอใจของคณะสัตวแพทย์พระราช
ทานที่ทำการรักษามาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้สัตวแพทย์ได้ให้การรักษาด้วยการล้างบาดแผล
นวดตามลำตัวบริเวณกดทับ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
ให้น้ำเกลือผสมวิตามินซีเข้มข้น น้ำเกลือผสมวิตามินบี ในการบำรุงร่างกาย
ฉีดยาปฏิชีวนะ บรรเทาอาการปวด
ให้วิตามินอีและธาตุซีลีเนียมเสริมให้กับช้าง
ทำการตรวจค่าเลือดในห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่าเลือดในการใช้ยารักษาอาการบาด
เจ็บของช้าง ซึ่งการนำช้างขึ้นเตียงไฮดรอริกได้สำเร็จจะทำให้สะดวกในการทำความสะอาดบาด
แผลของช้าง บริเวณกดทับ และ จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม
ทีมสัตวแพทย์พระราชทานทั้งหมดจะถอนกำลังเจ้าหน้าที่แพทย์ทั้งหมด
ในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) เพื่อไปปฎิบัติงานในพื้นที่ จ.เพชรบุรี
โดยจะจัดส่งทีมแพทย์พระราชทานเดินทางมาติดตามความคืบหน้าของการรักษาช้างพัง
กำไล หรือพังแต๋นและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดแก่ทีมสัตวแพทย์ประจำอยู่ที่สถาบัน
วิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ ในการรักษาช้างพังแต๋นต่อไป
เพราะขณะนี้ช้างพังแต๋น มีอาการดีขึ้นมากแล้ว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000066141

สุรินทร์ม็อบบุกศาลากลาง ต้าน "ออป." โค่นป่าปลูกยาง-จี้ยุบทิ้งหน่วยสวนป่าทั้งจังหวัด

สุรินทร์- ชาวอำเภอรัตนบุรี และ อ.ท่าตูม เมืองช้าง กว่า 300 คน
บุกชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัด ยื่นข้อเรียกร้องผู้ว่าฯ ต้าน "ออป."
ตัดไม้สวนป่าทุกแห่งของจังหวัด เพื่อปลูกยางพารา-ยูคาฯ
ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เผยส่งผลกระทบระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน แฉ
จนท.ออป.ทุจริตแสวงผลประโยชน์สร้างความแตกแยกให้ ปชช.จี้ย้าย
หน.สวนป่าห้วยแก้ว ใน 24 ชม.และยุบยกเลิกหน่วยงานสวนป่า ออป.ใน
จ.สุรินทร์ทั้งหมด ด้านผู้ว่าฯรับปากตั้ง
กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาโดยด่วน

ช่วงบ่ายวันนี้ (10 มิ.ย.) ประชาชนชาว อ.รัตนบุรี และ อ.ท่าตูม
จ.สุรินทร์ พร้อมทั้งองค์กรภาคประชาชน ประกอบด้วย
เครือข่ายอนุรักษ์พิทักษ์ป่าดงหินล้ม, อนุกรรมการ ป.ป.ช.ภาคประชาชน,
เครือข่ายสิทธิมนุษยชนภาคอีสาน, โครงการฟื้นป่า วังปลาลำมูล
และกลุ่มอนุรักษ์พืชผักท้องถิ่นและสมุนไพรพื้นบ้าน รวมกว่า 300 คน นำโดย
นายศรีรัตน์ กองทอง, นายทองขาว ทองดอนโสม, นายธนาวุฒิ ไวรวัจนกุล,
นายอิทธิ ขวัญอุดมพร, นายอธิกรณ์ อมรขันธนา ได้เดินทางมาชุมนุมประท้วง
ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์

ทั้งนี้ เพื่อคัดค้านโครงการรื้อพัฒนาสวนป่า ของ
องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ในทุกพื้นที่ของ จ.สุรินทร์
ทั้งป่าดงหินล้ม อ.รัตนบุรี, ป่าดงสายทอ อ.ท่าตูม และ ป่าดงภูดิน
อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มีเนื้อที่กว่า 40,000 ไร่
พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อ นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

โดยผู้ชุมนุมระบุว่า
พบพฤติกรรมการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ของเจ้าหน้าที่
ออป.โดยใช้ข้ออ้างการเปิดประมูลตัดไม้ยูคาลิปตัสในการลักลอบค้าไม้ธรรมชาติ
เผาทำลายป่าต้นน้ำลำธาร
ตัดต้นไม้ในพื้นป่าเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัส-ยางพารา
และยังมีการแจกจ่ายที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ดังกล่าวให้แก่ราษฎรที่เข้าร่วมดูแลสวนยางพารา
พร้อมข้อเสนอผลประโยชน์ระยะยาวจากการกรีดยาง-ขายน้ำยางให้แก่ประชาชน
ที่เข้าร่วมทำงานกับ ออป. ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวของ ออป.ถือว่า
เป็นการหลอกใช้ประชาชนจนนำไปสู่ความแตกแยกของประชาชนในพื้นที่อย่างกว้าง
ขวาง

ดังนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงยื่นข้อร้องเรียนต่อ นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 5 ข้อหลัก คือ 1.
ให้ยุติการตัดไม้ในพื้นที่ป่าดังกล่าวทุกกรณีทั้งในพื้นที่สวนป่าห้วยแก้ว
และสวนป่าอื่นๆ ที่ ออป.รับมอบจากกรมป่าไม้ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ทั้งหมด

2.ให้ย้าย นายอัคนี จารัตน์ หัวหน้าสวนป่าห้วยแก้ว และ
ผู้ช่วยหัวหน้าสวนป่าห้วยแก้ว อ.รัตนบุรี ออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง

3.ให้ยุบหรือยกเลิกหน่วยงานสวนป่าห้วยแก้ว และหน่วยงานสวนป่าอื่นๆ
ของ ออป.ภายใน จ.สุรินทร์ทั้งหมด ภายใน 15 วัน
มิเช่นนั้นจะมีมาตรการกดดันที่เข้มข้นขึ้น

4.คัดค้านการปลูกยางพาราและยูคาลิปตัส
ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน
จึงขอให้ยุติการปลูกไม้เศรษฐกิจดังกล่าว โดยทันที

และ 5.ให้สวนป่าห้วยแก้ว
ยุติการบำรุงรักษาสวนยางพาราที่ปลูกไว้แล้วทุกแปลงโดยทันที
และห้ามแผ้วถางร่องยางพารานับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เพื่อรักษาพันธุ์ไม้ตามรรมชาติได้เติบโตขึ้นมาแทนที่เป็นป่าธรรมชาติเช่น
เดิมพร้อมทั้งให้
ออป.จ่ายค่าชดเชยต้นไม้ที่ตัดในพื้นที่ป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านโคกก่อง
ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จากการคำนวน ความเสียหายของต้นไม้ จำนวน 38
ล้านบาท และให้ประชาชนในพื้นที่รอบป่าในพื้นที่ดังกล่าว
เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นป่า ในลักษณะป่าชุมชน
และคงพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติต่อไป

นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ลงมารับหนังสือด้วยตัวเอง
และรับปากว่าจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ ระดับจังหวัด
เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเร็ว จากนั้นผู้ชุมนุมได้สลายตัวกลับด้วยความสงบเรียบร้อย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000065488

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ก.ต่างประเทศเปิดแจงข้อตกลงไทย-เขมรที่สุรินทร์-เจอ ปชช.ถามไม่ทวงคืน "ปราสาทวิหาร"

สุรินทร์- ก.ต่างประเทศ เปิดให้ข้อมูลและรับความเห็น
"ข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา
และการเจรจาสำรวจจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา" ที่ จ.สุรินทร์
เผยชาวเมืองช้างสนใจ และแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องประสาทพระวิหาร
เป็นจำนวนมาก พร้อมถามแทงใจดำ
ทำไมไม่ทวงคืนปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทย

วันนี้ (9 มิ.ย.) ที่ห้องศรีพิมาน โรงแรมสุรินทร์มาเจสติก อ.เมือง
จ.สุรินทร์ กระทรวงการต่างประเทศ
ได้เปิดการประชุมให้ข้อมูลและรับฟังความเห็นของประชาชน เกี่ยวกับ
"การเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพพูชา
และการเจรจาด้านการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา"
โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป
เข้าร่วมรับฟังข้อมูลและเสนอความคิดเห็นในครั้งนี้ กว่า 150 คน

นายภาสกร ศิริยะพันธ์
หัวหน้าศูนย์สถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา
กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลการเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา
และการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา
พร้อมทั้งนำข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา ประชุมกันเมื่อวันที่
28-29 เม.ย.2552 ที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
มารายงานให้ประชาชนทราบ
ซึ่งเป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกองทัพแห่งชาติ
กัมพูชา ที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความเห็นชอบร่วมกันในเรื่องต่างๆ 3 ด้าน
รวมทั้งหมด 17 ประเด็น

ประกอบด้วย 1.ด้านเขตแดน ทั้งไทยและกัมพูชา
มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก,การทำความเข้าใจในการอ้างสิทธิในพื้นที่
ทับซ้อนทางทะเล และ การผ่านแดน การสัญจรข้ามแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
ทั้งไทยและกัมพูชาจะให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเพื่อความมั่นคงของทั้ง
2 ประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา

2.ด้านความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน
จะร่วมกันแก้ไขปัญหาแรงงาน ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย,
การป้องกันปราบปรามยาเสพติดร่วมกันการป้องกัน ปราบปราม
ปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดน ร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้าย
ร่วมมือกันเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งเสริมความปลอดภัยทางทะเล
ส่งเสริมหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยและทหารตำรวจของกัมพูชาในพื้นที่ชาย
แดน

3.ด้านความร่วมมือในอื่นๆ เช่น ส่งเสริมการค้าชายแดน
ความร่วมมือด้านการเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม
การพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมความร่วมมือด้านการบรรเทาสาธารณภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
การประชุมรับฟังข้อมูลและร่วมเสนอความคิดเห็นวันนี้ ประชาชนชาวสุรินทร์
ให้ความสนใจและแสดงความเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารกันมาก
ซึ่งประชาชนชาวสุรินทร์ได้สะท้อนสภาพปัญหาตั้งแต่ช่วงเสียปราสาทพระวิหารจาก
การตัดสินของศาลโลกในปี 2505 และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี
ของไทยในสมัยนั้นได้รณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยทวงคืนปราสาทพระวิหารกลับคืนมา
เป็นของไทย จึงถามกระทรวงต่างประเทศว่าแล้ววันนี้ทำไมเราไม่ทวงคืนประสาทพระวิหาร

ทางด้าน นายภาสกร กล่าวยอมรับว่าเรื่อง ทั้งหมดเป็นเพราะเราแพ้คดี
ในศาลโลก ซึ่งเรียกว่ากฎหมายปิดปาก เป็นธรรมนูญศาลโลกที่ระบุไว้ในข้อ 60
และข้อ 61 โดยข้อ 60 ระบุว่า
คำพิพากษาถือเป็นที่สุดไม่สามารถอุทธรณ์ต่อไปได้
ในกรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตคำพิพากษา
ศาลจะเป็นผู้ตีความโดยคำร้องของคู่กรณี และ ข้อ 61 ระบุว่า
คำขอของคู่กรณีให้ศาลทบทวนคำพิพากษาสามารถทำได้
เฉพาะเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการตัดสินคดี
ซึ่งในขณะที่ตัดสินคดีไม่ปรากฏต่อศาล

ชาวสุรินทร์ลุกฮือ จี้ยุบทิ้ง "ออป." รัตนบุรี-หยุดตัดไม้ "สวนป่าห้วยแก้ว"

สุรินทร์- ชาวบ้าน อ.รัตนบุรี เมืองช้างสุดทน ลุกฮือเรียกร้อง "ออป."
หยุดตัดไม้ป่าธรรมชาติและไม้หวงห้าม "สวนป่าห้วยแก้ว" เพื่อปลูกยางพารา
พร้อมจี้ย้าย จนท.ตัวแสบและยุบทิ้ง "ออป.รัตนบุรี" ให้กรมป่าไม้มาดูแลแทน
ด้านผู้จัดการสำนักอนุรักษ์ฯ
รับปากยุติตัดไม้ป่าทุกชนิดและไม่ขยายพื้นที่ทำลายไม้ธรรมชาติเพื่อปลูก
ยางพาราอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสุรินทร์ ว่า ที่สวนป่าห้วยแก้ว
ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้มีกลุ่มชาวบ้าน อ.รัตนบุรี ประมาณ
200 คน นำโดย นายยิ่ง ทาหาญ ชาวบ้าน ม.6 บ้านผือน้อย ต.ผือ, นายเปลี่ยน
แสงทอง ชาวบ้านขาม, นางวาสนา จุลเสริม ตัวแทนชาวบ้านไผ่ ต.ไผ่
ได้มารวมตัวกันชุมนุม
พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ในบริเวณสวนป่าห้วย
แก้ว ของ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)

โดยกลุ่มชาวบ้านผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อหลัก
ประกอบด้วย 1.ขอให้ ออป.หยุดพฤติการณ์การตัดไม้ป่าธรรมชาติ
และไม้หวงห้ามที่มีอยู่เดิม
2.การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่
ชุมชนต้องการให้หยุดตัดไม้ทุกชนิดทันที ด้วยการขอให้ย้าย เจ้าหน้าที่
ออป.ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวออกจากพื้นที่โดยด่วน
3.ชุมชนไม่ต้องการให้ปลูกยางพารา
เพราะส่งกระทบต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน

4.ขอให้ยุบหน่วยงาน
ออป.ให้กรมป่าไม้เข้ามาดูแลพื้นที่ป่าแทนเหมือนเดิม และ
5.ขอให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่ากับกรมป่าไม้
และร่วมรับฟังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหา
ซึ่งประกอบไปด้วย นายพงศ์ อุตราภรณ์
หัวหน้าศูนย์ประสานงานป่าไม้สุรินทร์, นายวรชัย โอศิริพัฒน์
นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ, นายชาญวิทย์ ชุมสุข
เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอรัตนบุรี และ นายชาญณรงค์ อินทนนท์
ผู้จัดการสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่า นครราชสีมา

จากนั้น นายชาญณรงค์ อินทนนท์
ผู้จัดการสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่า นครราชสีมา
ได้รับปากกับกลุ่มผู้ชุมนุม ว่า ทางสวนป่าห้วยแก้ว
จะยุติการตัดไม้ป่าทุกชนิดและจะไม่ขยายพื้นที่ทำลายป่าไม้ธรรมชาติเพื่อปลูก
ยางพาราอีก ส่วนกรณีข้อเรียกร้องให้ยุบหน่วยงาน ออป.ในพื้นที่รัตนบุรี
นั้นจะได้นำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่อไป

ทางด้าน นายพงศ์ อุตราภรณ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานป่าไม้สุรินทร์
กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องข้อเรียกร้องของชาวบ้านทั้งหมดรายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้ทราบ
เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
และจะให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านที่ถือว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินให้มากที่สุด

ต่อมาเมื่อได้รับคำตอบเป็นที่พอใจแล้ว กลุ่มชาวบ้านประมาณ 200 คน
ที่มาชุมนุมต่างได้ทยอยแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างความสงบเรียบร้อย

แพทย์เผยอาการช้าง "พังกำไล" ดีขึ้น-ใช้เครนยกตัวล้างแผลทายา/เปลี่ยนอิริยาบถ

สุรินทร์ - แพทย์เผยอาการช้าง "พังกำไล" ดีขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา
แต่ต้องระวังอาการอักเสบภายใน เผย
เร่งก่อสร้างสระน้ำขนาดใหญ่เท่ากับตัวช้างเพื่อรักษาแบบวารีบำบัด
ส่วนผลการรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์ต้องรอผลตรวจที่ชัดเจนใน 2 สัปดาห์ เผย
ใช้เครน 2 ตัวยก "พังกำไล" ล้างบาดแผลทายาและเอาเนื้อที่ตายออก
พร้อมให้ช้างได้ผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถ

วันนี้ (4 มิ.ย.) ส.พญ.ภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ หรือ
โรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ เปิดเผยความคืบหน้าในการรักษาช้างพังกำไล
ของคณะสัตวแพทย์พระราชทาน สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ ว่า
อาการของช้างพังกำไล ในวันนี้ดีขึ้น กว่าช่วงที่ผ่านมา
ช้างมีการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้น ผลการตรวจเลือดดีขึ้น
ช้างกินอาหาร กินน้ำได้ แต่ต้องระวังอาการอักเสบภายใน
สัตวแพทย์ได้ตัดเอาเนื้อช้างบริเวณบาดแผลไปตรวจหาเชื้อโรคยังห้องปฏิบัติการ
เพื่อให้สามารถให้ยาที่ถูกต้องในการรักษา
พร้อมทั้งเร่งก่อสร้างสระน้ำที่มีขนาดเท่ากับตัวช้าง
เพื่อใช้วิธีรักษาแบบวารีบำบัด ซึ่งจะต้องเร่งลงมือในการก่อสร้าง

สำหรับผลของการรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์
จะต้องรอผลการตรวจเลือดว่ามีค่าของเลือดที่ดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน
ซึ่งต้องใช้เวลา 48 ชั่วโมง หรือหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์
โดยที่ผ่านมาการรักษาม้าด้วยวิธีสเต็มเซลล์ จะปรากฏผล 2 อย่าง คือ
ม้ามีอาการดีสดชื่นร่าเริงอย่างทันท่วงที
หรืออาจดีขึ้นแต่ม้าอาจนอนพักผ่อน หรือมีอาการซึม
ซึ่งทางสัตวแพทย์ต้องรอตรวจผลที่ชัดเจนภาย ใน 2 สัปดาห์ และนอกจากนี้
ยังมีการเลี้ยงสเต็มเซลล์ ที่ห้องแล็บ แต่ไม่ยืนยันว่าจะทำได้แค่ไหน
เพราะยังไม่มีอาหารใดๆ ที่จะใช้เลี้ยงสเต็มเซลได้
ก็ฝากความหวังไว้กับอาจารย์ที่ห้องแล็บ ในการเพาะสเต็มเซลล์ช้างพังกำไล
ขึ้นมาอีก

ส.พญ.ภัทร กล่าวต่อว่า นอก จากนั้น
ทางคณะสัตวแพทย์ยังได้ใช้เครนไฮดรอลิก ของทหารช่างกองพลทหารราบที่ 6
กองทัพภาคที่ 2 กับเครนของโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ ยกช้างพังกำไลให้ยืนขึ้น
เพื่อทำการล้างบาดแผลที่บริวเณขาหน้าช้ายเอาเศษเนื้อที่ตายออก
และไม่ให้ช้างนอนกดทับเนื้อส่วนขาซ้ายมากเกินไป พร้อมล้างบาดแผลส่วนอื่นๆ
ตามตัวช้างและทายาฆ่าเชื้อ

รวมทั้งเป็นการให้ช้างได้ผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถ ในการนอน
และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ซึ่งช้างพังกำไล
มีท่าทางผ่อนคลายและใช้เท้าหลัง 2 ข้างรับน้ำหนักตัวได้ดี
ช้างกินอาหารที่เป็นกล้วย และแตงโมได้ดี ดื่มน้ำได้
ส่วนอาหารที่เป็นต้นอ้อยยังไม่กิน เพราะต้นอ้อยแข็งเกินไป
จะเลือกกินอาหารอ่อนๆ
ซึ่งอาการโดยรวมเป็นที่พอใจของคณะสัตวแพทย์พระราชทานที่ทำการรักษา

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตรวจคุมเข้มส่งออกน้ำมัน "ช่องจอม" - สกัดพ่อค้าโกงคืนภาษี/ลอบขายเขมร

สุรินทร์- สรรพสามิตร่วมด่านศุลกากร
ตรวจคุมเข้มรถบรรทุกน้ำมันส่งออกกัมพูชา ด่านช่องจอม สุรินทร์
ป้องกันพ่อค้าโกงขอคืนภาษีเกินจริงและลักลอบจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน
เผยมูลค่าส่งออกเขมร ด้านด่านช่องจอม เดือน เม.ย.43 ล้าน
สินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงครองอันดับหนึ่ง

วันนี้ (4 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมโภชนรัตน์ แก้วน่วม
สรรพสามิตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย นายไพรัช เจริญชาศรี
นายด่านศุลกากร ช่องจอม, พ.ต.อ.ธีระเดช พจนานนท์
รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รอง ผบก.ภ.จว.) สุรินทร์
ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถบรรทุกน้ำ ดีเชล และ เบนซิน
ที่ขออนุญาตนำสินค้าเชื้อเพลิงส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศกัมพูชา
ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ ซึ่งต้องเข้ายื่นหนังสือขอนำสินค้าส่งออกและชำระภาษี
ที่สำนักงานศุลกากร กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบการชำระภาษีของผู้ส่งออกแต่ละรายและปริมาณน้ำมันที่ยื่นขอส่ง
ออกให้ตรงกับความเป็นจริงอย่างเข้มงวด
เพื่อควมคุบการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและการขอภาษีคืนจากรัฐของผู้ส่งออกไม่
ให้มีการฉ้อโกงหรือขอคืนภาษีเกินความเป็นจริง

นอกจากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจสอบปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก
หรือปั๊มหลอดในหมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
เขตรับผิดชอบของสรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์
ไม่ให้ลักลอบจำหน่ายน้ำมันเพลิงทุกประเภทแก่ประชาชนในเขตประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งยังเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย
ที่รัฐบาลต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเข้าแบกภาระชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาความ
เดือดร้อนของประชาชนชาวไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
การค้าชายแดนผ่านด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ เดือน เม.ย.2552 ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 45.68 ล้านบาท
แยกเป็นการส่งออก 42.91 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ
น้ำมันเชื้อเพลิง, วิสกี้ และ เบียร์ ส่วนมูลค่าการนำเข้ารวม 2.78
ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ รถแทรกเตอร์ขุด-ตักเก่าใช้แล้ว
ไทยได้ดุลการค้ากัมพูชา เดือน เม.ย.รวม 40.13 ล้านบาท


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000062912

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เทศบาลสุรินทร์มอบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกว่า 2 พันคน

สุรินทร์- ผู้สูงอายุ 2,197 คน เขตเทศบาลเมืองเดินทางมารับเบี้ยยังชีพ
กันคึกคัก คุณตา วัย 83 ปี ดีใจเดินทางมารับเบี้ยยังชีพ 500 บาท
ด้วยตัวเอง บอกจะนำไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

วันนี้ (27 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่สำนักงานเทศบาลเมืองสุรินทร์ นายสมบูรณ์ เรืองกาญจนเศรษฐ์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุรินทร์ ได้เป็นประธานมอบเบี้ยยังชีพ
แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งบรรยากาศ เป็นไปอย่างคึกคัก
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เดินทางมารับเบี้ยยังชีพด้วยตัวเอง
คนที่แข็งแรงก็เดินทางมาคนเดียว หลายคนให้ลูกหลาน ญาติพี่น้อง
หรือเพื่อนบ้านพามา ขณะที่คุณตายม เพชรศรีสม วัย 83 ปี บ้านอยู่ ซอย
สุรินทร์ภักดี เทศบาลเมืองสุรินทร์ หลานได้พามารับเบี้ยยังชีพ
และรับเงินไปด้วยความดีใจ
บอกว่าจะเอาเงินที่ได้รับวันนี้ไปใช้จ่ายหลายอย่างให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

นายสมบูรณ์ เรืองกาญจนเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสุรินทร์
เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองสุรินทร์
ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความ
เดือดร้อนของผู้สูงอายุ ที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับการครองชีพ
ไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ จึงได้พิจารณาจัดสรรเบี้ยยังชีพ
ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
โดยได้รับลงทะเบียนผู้สูงอายุในหว่าง26 ก.พ. - 15 มี.ค. ที่ผ่านมา
มีผู้สูงอายุมาขอขึ้นทะเบียนเพื่อรับเบี้ยยังชีพ ทั้งหมดจำนวน 2,210 คน
และผ่านการพิจารณาคณะกรรมการคัดเลือก ตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาล จำนวน 2,197
คน

"วันนี้เทศบาลเมืองสุรินทร์ได้จ่ายเบี้ยยังชีพ
ให้แก่ผู้สูงอายุคนละ 500 บาท
เป็นวันเป็นที่สองซึ่งจะดำเนินการมอบให้แล้วเสร็จทั้ง 2,197 คน
โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้เดินทางมารับเบี้ยยังชีพด้วยตัวเอง
รวมทั้งการโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่ผู้สูงอายุที่ได้แจ้งหมายเลขบัญชีไว้กับ
บคณะกรรมการพิจารณาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว" นายสมบูรณ์ กล่าว

สุรินทร์เร่งมอบเงินช่วยเกษตรกรประสบภัยแล้ง-นาข้าวสูญ 1.3 หมื่นไร่

สุรินทร์ - เร่งมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรเขต อ.เมืองสุรินทร์
ที่ประสบภัยแล้งในฤดูกาลผลิต ปี 2551/52 นาข้าวเสียหาย 1.37 หมื่นไร่
เดือดร้อน 2,333 ราย โดย ธ.ก.ส.เบิกเงินสดจ่ายให้เกษตรกร
ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาให้การช่วยเหลือ

วันนี้ (26 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ องค์การบริหารส่วนตำบล
(อบต.) ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายสุพล ลีมางกูล
นายอำเภอเมืองสุรินทร์ ได้เป็นประธานในการมอบเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกร
ที่ประสบกับภัยพิบัติภัยแล้งในฤดูการทำนา ปี 2551/2552
ซึ่งอำเภอเมืองสุรินทร์มีเกษตรกรประสบกับภัยแล้ง จำนวน 7 ตำบล ประกอบด้วย
ต.ท่าสว่าง, แกใหญ่, เฉนียง, เทนมีย์, สลักได, ตระแสง และ ต.สวาย
รวมทั้งสิ้นจำนวน 52 หมู่บ้าน มีพื้นที่นาปลูกข้าวได้รับความเสียหาย
13,755 ไร่ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จำนวน 2,333 ราย

ทั้งนี้ อำเภอเมืองสุรินทร์ได้ขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง
ผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2546
ซึ่งช่วยเหลือเกษตรกรในอัตราไร่ละ 606 บาท รวมจำนวน 8,335,530 บาท
โดยทางกระทรวงการคลังได้โอนเงินเข้าผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร สาขา สุรินทร์ (ธ.ก.ส.) และ ธ.ก.ส.สุรินทร์
ได้ทำการเบิกเงินสดที่กระทรวงการคลังโอนเข้าบัญชีเกษตรกรทั้งหมดจำนวน
2,333 ราย ที่ประสบปัญหาภัยพิบัติภายแล้ง ตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณา
มามอบให้แก่เกษตรกรที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้

นายสุพล ลีมางกูล นายอำเภอเมืองสุรินทร์ กล่าวว่า
เงินที่รัฐบาลจ่ายเป็นค่าชดเชยความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับ
เกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม อยากให้เกษตรกรได้มีการศึกษา
ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาให้เหมาะสม และสอบถามนักวิชาการเกษตร
ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำนา
เพราะบางครั้งเกษตรกรพอมีฝนเริ่มตกลงมาก็รีบไถ่นาหว่านข้าว ตั้งแต่เดือน
เม.ย.-มิ.ย.หรือ
ก.ค.พอฝนทิ้งช่วงต้นกล้าข้าวที่กำลังเจริญเติบโตก็แห้งตาย

"เกษตรกรจึงควรปรึกษานักวิชาการเกษตรว่าเวลาเหมาะสม
ในการปลูกข้าวควรอยู่ในช่วงใด
เพราะจะได้ขยายช่วงเวลาการเติบโตของการต้นกล้าให้พอเหมาะกับฝนที่ตกลงมา
เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการปลูกข้าวด้วยวิชาการที่เหมาะสม
จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเอง" นายสุพล กล่าว

ชาวเมืองช้างกว่า 3,000 คน ร่วมมหกรรมออกกำลังกาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 27 พฤษภาคม 2552 13:07 น.
สุรินทร์-นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ปชช. ชาวเมืองช้างกว่า 3,000 คน
ร่วมออกกำลังกายในงาน "มหกรรมกีฬาเพื่อมวลชน แชลเลนจ์เดย์"
เนื่องในวันรณรงค์ให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแข็งแรง
และเป็นภูมิคุ้มกันสารพัดโรค
เผยสุรินทร์รณรงค์มหกรรมออกกำลังกายตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับหมู่บ้าน
พร้อมจับคู่แข่งขันกับ จ.ร้อยเอ็ด

วันนี้ (27 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงาน
ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์
สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้จัด
"มหกรรมกีฬาเพื่อมวลชน แชลเลนจ์เดย์" ขึ้น
สืบเนื่องจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กำหนดให้วันพุทธสุดท้ายของเดือน
พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันรณรงค์ให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และเป็นภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ

วันนี้ จ.สุรินทร์ ได้จัด "มหกรรมกีฬาเพื่อมวลชน แชลเลนจ์เดย์"
รณรงค์ให้ประชาชนได้ออกกำลังกายพร้อมกันทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล
และระดับหมู่บ้าน

ทั้งนี้ อำเภอเมืองสุรินทร์ได้ร่วมกับทางจังหวัดสุริทร์
จัดมหกรรมกีฬาเพื่อมวลชน แชลเลนจ์เดย์
ขึ้นที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ มี นายธานี ปลูกเจริญ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นำนักเรียน นักศึกษา
ข้าราชการทุกหน่วยงาน และประชาชน ร่วมกันออกกำลังกายกว่า 3,000 คน
พร้อมทั้งมีครูและวิทยากรมาสอนท่าเต้นแอร์โรบิกออกกำลังกาย
เพื่อสร้างบรรยากาศและสีสันในการออกกำลังกายให้สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อหน่าย
และจูงใจให้ทุกคนได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลโรคจากต่างๆ

นายไพฑูรย์ ศิริบูรณ์ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุรินทร์
เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์ได้รณรงค์ให้ประชาชนทุกภาคส่วน
ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงระดับหมู่บ้าน ได้ออกกำลังกาย
อย่างถูกวิธีในแต่ละวัน และรู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกาย
ปีนี้คาดว่าจะมีประชาชนใน จ.สุรินทร์ ได้มีส่วนร่วมในการออกกำลังกายถึง
80% ของประชาชนทั้งหมด

"อีกทั้งปีนี้
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กำหนดให้แต่ละจังหวัดที่มีประชากรใกล้เคียง
กันได้จับคู่ในการแข่งขันกันออกกำลังกาย โดย จ.สุรินทร์ มีประชากร
1,375,560 คน ได้จับคู่แข่งขันออกกำลังกายกับ จ.ร้อยเอ็ด ที่มีประชากร
1,307,212 คน" นายไพฑูรย์ กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000059294

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อ้างชื่อ "พรรคพอเพียง-บิ๊กแอ้ด" ตุ๋นชาวสุรินทร์ - บุรีรัมย์แห่สมัครฯ กู้เงินล้าน

สุรินทร์ - มิจฉาชีพอ้างชื่อ "พรรคพอเพียง" และ "พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์"
จัดตั้งแกนนำหลอกชาวบ้านหลายอำเภอ ใน จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์
ให้สมัครเป็นสมาชิกพรรค อ้างได้กู้เงินล้านดอกเบี้ยต่ำ
เผยชาวหลงเชื่อแห่สมัครกันจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป้าหมายเป็นกลุ่มสตรี
ด้านผู้ใหญ่บ้าน-ผู้นำชุมชนและ อบต. พบไม่ชอบมาพากล
โร่แจ้งให้อำเภอตรวจสอบพร้อมประกาศเตือนประชาชนระวังถูกตุ๋นสูญเสีย
ทรัพย์สิน

วันนี้ (23 พ.ค.52) ที่สำนักงานสถาบันการเงินเศรษฐกิจพอเพียง
บ้านปราสาทเบง ม.15 และ ม. 6 ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ นายเดชาธร
สวนหนองแวง ผู้ใหญ่บ้านปราสาทเบง ม.15 , นายเพิ่มพูน สมบูรณ์การณ์ สมาชิก
อบต.กาบเชิง บ.ปราสาทเบง , นางเทวี แก้วหอม สมาชิก อบต.กาบเชิง
บ.ปราสาทเบง และ นางสถาพร แสวงสุข ผู้ใหญ่บ้านปราสาทเบง ม. 6
พร้อมด้วยกลุ่มผู้นำชาวบ้านปราสาทเบง ได้เปิดเผยข้อมูลกับผู้สื่อข่าว
กรณีมี พรรคการเมือง ชื่อ "พรรคพอเพียง" ระบุตั้งอยู่บ้านเลขที่ 106-550
ถ.ร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตราชกระบัง กรุงเทพฯ
ได้ส่งแกนนำซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านที่เดินทางไปรับข้อมูล และ
เอกสารของพรรคพอเพียง ออกตระเวนหาสมัครสมาชิกในหมู่บ้านต่างๆ
ให้กับพรรคอย่างไม่ชอบมาพากล

ทั้งนี้ทราบว่า การหาสมาชิกพรรคดังกล่าว
ได้เปิดรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. และบอกว่าจะปิดรับสมัครฯ 31 พ.ค.
นี้ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสตรีในแต่ละหมู่บ้าน
และให้สมาชิกสมัครเป็นกลุ่มๆ ละ 10 จากนั้นกำหนดให้ประธานกลุ่ม
รองประธานหรือเลขานุการกลุ่ม เดินทางไปประชุม ณ ที่ทำการพรรคที่กรุงเทพฯ
ให้ครบ 5 ครั้ง แล้วจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีอนุมัติเงินกู้ 1 ล้านบาท
ให้กลุ่มที่ผ่านการพิจารณาเพื่อไปแบ่งกันคน 1 แสนบาท
ซึ่งเป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 3 ปี และ ปีที่ 4 จ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3
ต่อปี

ส่วนการเปิดบัญชีเพื่อรับเงินสำหรับกลุ่มที่ได้รับเงินกู้ นั้น
ต้องเปิดบัญชี ของ ธนาคารอิสลาม เท่านั้น และ ต้องมีเงินเปิดบัญชีขั้นต่ำ
500-2,000 บาท/บัญชี มีกรรมการบัญชี 3 คน โดย 1 คน
ต้องเป็นคนของพรรคพอเพียง และ
ต้องเช็นมอบฉันทะให้กับตัวแทนของพรรคเป็นคนดูแลบัญชี

พร้อมระบุว่า วันที่ 6-7 มิ.ย. นี้ จะมีการประชุมสัมมนา
ผู้สมัครสมาชิกพรรคและรับประกาศเกียรติบัตร จาก พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์
อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะระดมสมาชิกให้ได้อย่าง 1
หมื่นกลุ่ม หรือ 1 แสนคนทั่วประเทศ
และบอกว่าขณะนี้รับสมัครสมาชิกได้แล้วกว่า 3,000 กลุ่ม

นายเดชาธร สวนหนองแวง ผู้ใหญ่บ้านปราสาทเบง ม. 15 เปิดผยว่า
การรับสมาชิกพรรค พอเพียง
เป็นที่น่าสงสัยของบรรดาผู้นำชุมชนในบ้านปราสาทเบงเป็นอย่างมาก
เพราะบ้านปราสาทเบงเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ แบ่งออกเป็น 4 หมู่บ้าน คือ
หมู่ที่ 6,14,15,19 และการหาสมาชิกดังกล่าวได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โดยใช้ข้ออ้างการได้กู้เงิน 1 ล้านบาทต่อกลุ่ม
มาดึงดูดชาวบ้านให้แห่กันสมัครทั้งที่ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงแล้วเป็นอย่างไร
เมื่อผู้นำในหมู่บ้านตักเตือนให้ตรวจสอบอย่างรอบคอบชาวบ้านก็โกรธ
หาว่าไปขัดผลประโยชน์ของเขา
ตนจึงเป็นได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นไปยังนายอำเภอกาบเชิง
จนกระทั่งนายอำเภอได้ส่งปลัดอำเภอลงมาตรวจสอบข้อมูล
และพบข้อผิดสังเกตที่อาจเป็นการฉ้อโกงประชาชนอย่างชัดเจน
และขยายตัวเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วในหลายพื้นที่
พร้อมได้แจ้งเตือนไปยังผู้นำชุมชนต่างๆใน อ.กาบเชิง และ
ทุกพื้นที่ของจ.สุรินทร์ ได้รับทราบและอย่าหลงเชื่อการกระทำดังกล่าว

นางเทวี แก้วหอม สมาชิกสภา อบต.กาบเชิง ม. 15 กล่าวว่า
ตนเองทราบเรื่องนี้จากคนในหมู่บ้านที่มาหาสมาชิกพรรคพอเพียง
และตนได้สมัครเป็นสมาชิกด้วยเพราะอยากได้เงินแต่ได้ถอนการสมัครไปแล้ว
เพราะสามีตนสงสัยในการกระทำของกลุ่มบุคคลที่มารับสมัครสมาชิก
โดยเฉพาะอ้างว่าจะได้เงินกู้ 1 ล้านบาท ปลอดดอกเบี้ย 3 ปีและปีที่ 4
จ่ายดอกเบี้ยแค่ร้อยละ 3 เท่านั้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ชาวบ้านปราสาทเบง
ม.15 และ หมู่บ้านอื่นๆในเขต อ.กาบเชิง ,อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
พากันหลงเชื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกจำนวนมาก

นายเพิ่มพูน สมบูรณ์การณ์ สมาชิก อบต.กาบเชิง ม.15 กล่าวว่า
ตนได้โทรศัพท์สอบถามไปที่พรรคพอเพียง ได้รับแจ้งว่า ในจ.บุรีรัมย์
ใครต้องการสมัครเป็นสมาชิกให้ติดต่อผ่านคนชื่อ "เขียว" ส่วน จ.สุรินทร์
ให้ติดต่อคนชื่อ "วิชิต" ซึ่งขณะนี้ทราบว่ามีชาว อ.ประโคนชัย อ.บ้านกรวด
จ.บุรีรัมย์ และ ชาว อ.กาบเชิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
พากันยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกพรรคพอเพียง
พร้อมด้วยเอกสารขอรับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1 ล้านบาท รวมกว่า 30 กลุ่ม
หรือกว่า 300 คน แล้ว

นางสถาพร แสวงสุข ผู้ใหญ่บ้านปราสาทเบง ม. 6 กล่าวเพิ่มเติมว่า
ยังมีข้อสงสัยอีกหลายอย่าง เช่น
การเดินทางไปประชุมที่พรรคพอเพียงของแกนนำกลุ่มแต่ละครั้ง
จะมีการเรี่ยไรเงินอ้างเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจากสมาชิกในกลุ่มเป็นเงินสูงถึง
คนละ 300-500 บาท หากเดินทางไปครบ 5 ครั้ง สมาชิกต้องเสียเงินถึงคนละ
1,500-2,500 บาท
และจากการสอบถามแกนนำกลุ่มที่เดินทางไปประชุมกลับมาบอกว่า
ที่ทำการพรรคดังกล่าวเป็นห้องเล็กๆ
ไม่น่าเชื่อถือและเกรงว่าทุกคนจะถูกหลอก

ด้าน นายวิษณุ เหลือวิบูลย์กิจ ปลัดอาวุโสอำเภอกาบเชิง จ.สุรินทร์
เปิดเผยว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ได้ลงพื้นที่สอบปากคำผู้นำชุมชน
และหมู่บ้าน พร้อมได้โทรศัพท์
ไปสอบถามที่พรรคพอเพียงได้พูดคุยกับคนที่ชื่อ "จำรัส"
อ้างว่าเป็นทนายความ
ซึ่งเมื่อสอบถามเกี่ยวกับการรับสมัครสมาชิกพรรคพอเพียง เขาบอกว่า
เป็นการทำสัญญาเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 3 ปี และดอกเบี้ยต่ำเท่านั้น
และไม่ตอบชัดเจนว่าเป็นการรับสมาชิกพรรคหรือไม่
ซึ่งจากการสอบถามในเรื่องต่างๆ ก็ไม่ได้ รับคำตอบที่ชัดเจนเช่นกัน

"ล่าสุดได้รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปยังนายอำเภอกาบเชิง
และผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ให้ทราบแล้ว พร้อมทั้งได้แจ้งข่าวสาร
ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในหมู่บ้านต่างๆ ได้ทราบ
เพราะเกรงว่าประชาชนจะถูกหลอกลวงเสียทรัพย์สิน
และจะขอความร่วมมือจากตำรวจกองปราบปราม
ในการติดตามสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างต่อไป" นายวิษณุ กล่าว

ตร.ศีขรภูมิสุรินทร์รวบยกแก๊งตุ๋นขายทองเก๊ - ได้ผู้ต้องหา 7 คน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 พฤษภาคม 2552 22:39 น.


สุรินทร์- ตร.ศีขรภูมิ เมืองช้าง
ไล่ล่าแก๊งต้มตุ๋นตระเวนหลอกขายทองปลอมชุบ
ให้ร้านทองในเขตเทศบาลตำบลระแงง อ.ศีขรภูมิ
เผยไหวตัวทันหลบหนีไปจนมุมที่โรงพยาบาลศีขรภูมิ เจอรวบยกแก๊ง 7 คน
แต่ยังปากแข็งให้การปฏิเสธ

วันนี้ ( 22 พ.ค.) พ.ต.ท.กิตติพงศ์ กฤษณะสุวรรณ
พนักงานสอบสวนสืบสวน สภ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ พร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน
ตำรวจจราจรกว่า 20 นายร่วมกันไล่ล่าจับกุมแก๊งคนร้ายที่นำทองปลอม
มาหลอกขายให้กับร้านทองในย่านตลาดเทศบาลตำบลระแงง อ.ศีขรภูมิ

หลังได้รับแจ้งจาก นางสาวอรทัย แซ่ตัง อายุ 57 ปี
เจ้าของร้านทองทวีชัย เลขที่157 ม.2 ตำบลระแงง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ว่า
ได้มีคนนำทองน้ำหนัก 2 สลึง มาขายให้กับร้านในราคา 7,000 บาท
และรับซื้อไว้แต่ขณะที่กำลังนำทองไปเก็บได้รับแจ้งจากร้านทองศรีสุวรรณ
ว่า มีคนนำทองปลอมออกเร่ขายขอให้ ระมัดระวังด้วย
จึงนำทองที่รับซื้อไว้มาตรวจสอบปรากฏว่า เป็นทองปลอมชุบทอง
จึงโทรศัพท์แจ้ง ตำรวจ สภ.ศีขรภูมิ

ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้ได้
ขณะพากันเข้าไปในโรงพยาบาลศีขรภูมิเพื่อขับรถยนต์ยี่ห้อ
อีซูซุหมายเลขทะเบียน บพ -8855 กรุงเทพมหานคร หลบหนี
โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ยกแก๊งรวม 7 คน

ประกอบด้วย นางสาวพรพรรณ มงคลเมือง อายุ41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 5/9
เขตบางขุนเทียน กทม. ,นางวาสินี ฟักผ่อง อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่
41/1ม.5 ต.หนองตูม อ.เมือง จ.ขอนแก่น, นายนพรัตน์ คำลือ อายุ33 ปี
อยู่บ้านเลขที่153 บ้านแม่คืบ อ.งาว จ.ลำปาว ,นางรัตนา ประทุมรัตน์ อายุ
34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 76/5 ซ.เพชรเกษม 48 แขวงบางด้วน กทม. ,นางสาวอำภาพร
เสือมิง อายุ 16 ปี, นางสาวอุภาพรรณ เสือสมิง อายุ 16 ปี พี่น้องกัน
อยู่บ้านเลขที่76/5 โดยผู้ต้องหาทั้งหมดยังให้การปฎิเสธ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมมาสอบสวนเพิ่มเติมที่สภ.ศีขรภูมิ
พร้อมแจ้งข้อหาดำเนินคดี และ ยังไม่ให้ประกันตัว

สุรินทร์เสนอทอดเวลาตั้งพรรคไปสักระยะ เพื่อระดม"คน/ปัญญา/ทุน"ให้พร้อมก่อน

สุรินทร์ - พันธมิตรฯเมืองช้าง ประชุมระดมความคิด "บทบาท หน้าที่
และการดำเนินงานพธม.ในอนาคต"
ระบุต้องขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน
และจัดตั้งองค์กรระดับจังหวัด-ภาคให้ชัดเจนเพื่อการประสานและขับเคลื่อน
อย่างมีประสิทธิภาพ เดินหน้าสร้างการเมืองใหม่
ยันค้านแก้ไขรธน.-นิรโทษกรรมนักการเมือง
เสนอควรทอดเวลาตั้งพรรคการเมืองพธม.ไปอีกสักระยะ
เพื่อระดมคนระดมปัญญาและระดมทุนให้พร้อม หวั่นแนวร่วม-ปชช.เสื่อมศรัทธา
เผยเตรียมร่วมงาน "193 วัน รำลึก 1 ปีการต่อสู้ฯ" 24-25 พ.ค.นี้

นายประยูร พุ่มอินทร์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
(พธม.) จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ
สุรินทร์ได้ประชุม ที่บ้านหนังสือ ถนนหลักเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่
และแนวโน้มการดำเนินงานของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในอนาคต

ทั้งนี้ในที่ประชุมเสนอความเห็น ว่า
ควรดำเนินการขยายเครือข่ายพันธมิตรฯ เพิ่มขึ้นให้ครอบคลุมในทุกภาคส่วน
ควรมีการจัดรูปแบบองค์กรในระดับภาค ระดับจังหวัดให้ชัดเจน
เพื่อการประสานงานและขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งการสนับสนุนหรือเป็นแนวร่วมพรรคการเมือง
ที่มีแนวคิดปฏิรูปการเมืองไปสู่การเมืองใหม่
และการขับเคลื่อนให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการเมืองใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
และต่อเนื่อง พร้อมทั้งเติมเต็มความรู้ด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ
ในทุกภาคส่วนที่ยังพร่อง

พร้อมกันนี้ที่ประชุมเห็นว่า ควรผลักดันให้บุคลากร วิทยากร
ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้นำเสนอความรู้ผ่านทางฟรี TV
ทั่วไป นอกจากสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ทีวีของประชาชน
และ หากมีความพร้อมและสุกงอมพอ ประมาณ 4- 8 ปีข้างหน้า
ควรจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ของประชาชน

นายประยูร กล่าวต่อว่า
ในส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
พันธมิตรฯ สุรินทร์ ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพราะ
ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มากกว่าเสียประโยชน์
ประชาชนมีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าฉบับใด ๆ
โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย การตรวจสอบอำนาจรัฐ
และการมีส่วนร่วมการเมืองทางตรงของประชาชน

อีกทั้งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ
โดยเฉพาะหมวดว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของ
รัฐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550
ส่งผลกระทบโดยตรงเฉพาะนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ทุจริตเท่านั้น
ส่วนนักการเมืองและพรรคการเมืองที่สุจริตไม่ได้รับผลกระทบแต่ประการใด
รวมทั้งประชาชนทั่วไปด้วย

อย่างไรก็ตาม หากหลีกเลี่ยงการแก้ไขไม่ได้
ต้องใช้หลักการและวิธีการแก้ไขดังนี้ คือ ผู้มีส่วนได้เสีย (นักการเมือง)
ต้องไม่เป็นผู้ดำเนินการแก้ไข ต้องให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ประชาพิจารณ์
และดำเนินการลงประชามติด้วยเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศ
และการดำเนินการต้องเสนอเป็นรายมาตราก่อนลงมติห้ามลงมติเสนอแก้ไขทั้งฉบับ
เด็ดขาด

สำหรับการนิรโทษกรรมทางการเมือง
ความเห็นที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม
ทั้งนี้เพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
และสร้างบรรทัดฐานที่ดีสำหรับนักการเมือง และประชาชน

นายประยูร กล่าวต่อว่า
ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย นั้น ที่ประชุมพันธมิตรฯสุรินทร์
ครั้งนี้ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าจะทำให้พันธมิตรฯ
เสื่อมศรัทธาจากแนวร่วมและประชาชนทั่วไป
ทำให้เกิดข้อคำถามตามมากับสิ่งที่เคยขับเคลื่อนการเมืองภาคพลเมืองด้วยความ
บริสุทธิ์ใจ หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์ปูทางสู่เกมแห่งอำนาจเท่านั้น

ประกอบกับสมาชิกกลุ่มพันธมิตรฯ ในต่างจังหวัดส่วนใหญ่
ยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองโดยเฉพาะเขตเทศบาลเท่านั้น
ยังไม่กระจายตัวลงถึงฐานรากมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้
เพียงแต่ทำให้นักเลือกตั้งเดิมลำบากมากขึ้นเท่านั้น

"ที่ประชุมพันธมิตรฯ
สุรินทร์จึงขอเสนอแนะควรทอดเวลาไปอีกสักระยะหนึ่ง อาจเป็น1 -2 วาระของสภา
เพื่อระดมคน ระดมปัญญาและระดมทุน ให้พร้อมมากกว่านี้" นายประยูร กล่าว

พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้พิจารณารายชื่อส่งตัวแทนพันธมิตรฯสุรินทร์
เข้าร่วมสัมมนาใหญ่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ณ ศูนย์นันทนาการ
ม.รังสิต ในวันที่ 24 พฤษภาคม จำนวน 10
คนรวมทั้งเข้าร่วมริ้วขบวนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในงาน "193 วันรำลึก 1
ปีแห่งการต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 25 พฤษภาคม
ด้วย

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สุรินทร์ขุดพบกระดูกมนุษย์/ลูกปัดสีฟ้า ยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุ 1,500 ปี

สุรินทร์- จนท.พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จ.สุรินทร์
ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ
พร้อมเครื่องปั้นดินเผาและลูกปัดสีฟ้า ที่ขุดพบในโรงเรียน อ.ศีขรภูมิ
เผยคาดเป็นโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายอายุราว 1,500 ปี
เตรียมประสานนักโบราณคดีเข้าตรวจสอบ อีกครั้ง

วันนี้ ( 21 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ได้มีชาวบ้านที่ทราบข่าวพากันเดินทางไปดูโครงกระดูกมนุษย์โบราณ
ที่ขุดพบบริเวณหน้าอาคารเรียนภายในโรงเรียนบ้านอนันต์ ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ
จ.สุรินทร์ กันเป็นจำนวนมาก โดยโครงกระดูกที่ขุดพบทั้งหมด นายประณีต
ชัยสุวรรณ ผอ.โรงเรียนบ้านอนันต์
ได้ให้นำไปเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกของวัดโพธิญาณ
อยู่ใกล้กับโรงเรียนพร้อมได้นิมนต์พระสงฆ์
มาประกอบพิธีสวดบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล
ให้กับมนุษย์โบราณผู้ล่วงลับเพื่อให้ดวงวิญญาณไปสู่สุคติ

สำหรับหลุมที่ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ มีขนาดความกว้างประมาณ
60 เซนติเมตร (ซม.) ยาวประมาณ 6 เมตร
ทางโรงเรียนได้นำเต็นท์มาติดตั้งครอบไว้และนำเชือกมากั้นบริเวณไว้อย่างดี

โครงกระดูกมนุษย์โบราณดังกล่าว
ถูกเก็บไว้ในตู้กระจกเพื่อรอให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ
โดยส่วนที่เป็นกะโหลก กรามและส่วนฟันล่าง อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด
ขณะที่ส่วนอื่นๆ มีเพียงเศษชิ้นส่วนกระดูกต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับลักษณะเหมือนลูกปัดสีฟ้าร้อยเป็นสร้อย
และมีเศษชิ้นเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ด้วย

นายประณีต ชัยสุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอนันต์ กล่าวว่า
ตนได้ให้นักการภารโรงของโรงเรียนขุดดินบริเวณสนามหน้าอาคารเรียนเพื่อวางท่อ
ระบายน้ำ ในขณะที่ขุดได้ความยาวประมาณ 6 เมตร ลึกประมาณ 60
เซนติเมตรก็พบโครงกระดูกดังกล่าวโดยพบส่วนศีรษะก่อน
จากนั้นจึงพบเครื่องประดับรวมทั้งลูกปัดสีฟ้า
และเครื่องปั้นดินเผาวางอยู่โดยรอบโครงกระดูก

จึงได้นิมนต์พระสงฆ์มาสวดบังสุกุลและนำไปเก็บรักษาไว้ที่วัดโพธิญาณ
อยู่ติดกับโรงเรียน เพื่อป้องกันความเสียหาย
พร้อมทั้งใช้เชือกมากั้นและกางเต็นท์ไว้บริเวณหลุม ไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้
และแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์
มาตรวจสอบ

ทั้งนี้ทราบว่า
พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งเมืองศีขรภูมิมาแต่โบราณและช่วงหลังได้
ย้ายเมืองศีขรภูมิไปสร้างในที่แห่งใหม่ จนถึงปัจจุบันคือ เขตตำบลระแงง
และยังพบว่า บริเวณวัดโพธิญาณมีปราสาทหินตั้งอยู่ 1 หลัง
อายุนับพันปีได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติ หนึ่งใน 31 แห่ง
ของจ.สุรินทร์ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้ว

ต่อมาวันเดียวกันนี้ (21 พ.ค.) นางชูศรี เปรมสระน้อย
หัวหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมาตรวจสอบโครงกระดูกมนุษย์โบราณดังกล่าว
หลังเข้าตรวจสอบ

นางชูศรี เปรมสระน้อย
หัวหน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า
เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า
น่าจะเป็นโครงกระดูกมนุษย์โบราณก่อนยุคประวัติศาสตร์ตอนปลาย อายุราว
1,500 ปี ซึ่งจะได้รายงานให้สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมาได้รับทราบ
เพื่อส่งนักโบราณคดีมาตรวจสอบอีกครั้ง

"พร้อมกันนี้ได้ประสานขอความร่วมกับมือ นายประณีต ชัยสุวรรณ
ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านอนันต์ ให้ยุติการขุดบริเวณดังกล่าว
เพื่อให้เจ้าหน้าที่นักโบราณคดีเข้ามาตรวจสอบโดยรายละเอียดเสียก่อน
ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี" นางชูศรี กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000057174

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สุรินทร์ตรวจยึดบุหรี่-สุราปลอมเถื่อนอื้อ ลอบนำเข้าด้านชายแดนเขมร

สุรินทร์ - สรรพสามิตสุรินทร์ ตรวจยึดจับกุมสินค้า บุหรี่ สุรา ไพ่
ปลอมและเถื่อน ลักลอบนำเข้าไทย ด้านชายแดนกัมพูชา จ.สุรินทร์
ได้ผู้ต้องหารวม 307 ราย พร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก เผยทำเป็นขบวนการ
ลักลอบนำเข้าแบบกองทัพมด เหตุผลตอบแทนจึงใจนำเข้าขายในไทยได้กำไรถึง 3
เท่าตัว ชี้จับกุมได้อื้อหลังรัฐบาลไทยปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเหล้า บุหรี่

วันนี้ (20 พ.ค.)
ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์ นายสมโภชนรัฐ
แก้วน่วม สรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์และคณะ
ได้เปิดแถลงข่าวผลการตรวจยึดจับกุมสินค้าปลอมและหนีภาษี
ที่ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายด้านบริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา
ช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ผู้ต้องหารวม 307 ราย
พร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย บุหรี่ปลอม-หนีภาษี จำนวน 17,496
ซอง, สุราหนีภาษีหรือสุราเถื่อน 798,125 ลิตร, ไพ่ 3,848 ใบ
รวมมูลค่าของกลางกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็นเงินภาษี 895,307 บาท
และคิดเป็นค่าปรับกว่า 13 ล้านบาท

นายสมโภชนรัฐ แก้วน่วม สรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์ กล่าวว่า
ช่วงนี้หลังจากรัฐบาลไทยได้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรทั้งสุรา และบุหรี่
ทำให้มีขบวนการกองทัพมด ลักลอบนำบุหรี่ สุราปลอมและเถื่อน
เข้ามาจำหน่ายในประเทศทางด้านบริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด
และพื้นแนวตะเขบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ เช่น
แกะบุหรี่ยี่ห้อของไทยออกจากกล่องหรือแคตตอนขนาดบรรจุ 20 ซอง
มาใส่กล่องบุหรี่ยี่ห้อต่างประเทศ
เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่สรรพสามิตในการลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศไทย
ซึ่งจะได้กำไรกล่องละ 300 บาท
จึงมีการลักลอบแบบกองทัพมดเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เนื่องจากตามกฎหมาย ประชาชน นักท่องเที่ยว
สามารถนำบุหรี่เข้ามาในประเทศไทยได้คนละ 1 กล่อง ซึ่งบรรจุไว้ 20 ซอง
โดยผู้นำเข้าต้องมีหนังสือเดินทางผ่านแดนชั่วคราว
หรือพาสปอร์ตอย่างถูกต้อง
แต่สำหรับบุหรี่ปลอมหรือเถื่อนยี่ห้อของไทยห้ามนำเข้าเด็ดขาด

นอก จากนี้ยังมีวิธีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาในไทย
ด้วยการใช้เทปกาวติดซองบุหรี่พันไว้รอบเอว
หรือแกะบุหรี่ออกจากซองมาบรรจุใส่ถุงพลาสติกถุงละ 3-10 มวน นำเข้ามาขาย
เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่สรรพสามิตต้องทำการตรวจสอบเข้มงวดอย่างต่อเนื่องเพราะมีการ
กระทำผิดกฎหมายเป็นจำนวนมากเพราะบุหรี่ สุราในประเทศไทย
มีราคาสูงกว่าบุหรี่ปลอม บุหรี่เถื่อน สุราปลอม และสุราเถื่อน ถึง 3
เท่าตัว

สำหรับโทษตามกฎหมาย หากถูกจับได้ บุหรี่หนีภาษี อัตราโทษปรับซองละ
701.25 บาท หรือมูลค่าของกลางคูณด้วยอัตราภาษี 15 เท่า
ส่วนสุราหนีภาษีหรือสุราเถื่อน มีไว้ในครอบครองปรับ 1,000 บาท
มีไว้ซึ่งจำหน่ายปรับ 5,000 บาท และไพ่ ปรับอัตราร้อยละ 30

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สุรินทร์ตรวจยึดบุหรี่-สุราปลอมเถื่อนอื้อ ลอบนำเข้าด้านชายแดนเขมร

สุรินทร์ - สรรพสามิตสุรินทร์ ตรวจยึดจับกุมสินค้า บุหรี่ สุรา ไพ่
ปลอมและเถื่อน ลักลอบนำเข้าไทย ด้านชายแดนกัมพูชา จ.สุรินทร์
ได้ผู้ต้องหารวม 307 ราย พร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก เผยทำเป็นขบวนการ
ลักลอบนำเข้าแบบกองทัพมด เหตุผลตอบแทนจึงใจนำเข้าขายในไทยได้กำไรถึง 3
เท่าตัว ชี้จับกุมได้อื้อหลังรัฐบาลไทยปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเหล้า บุหรี่

วันนี้ (20 พ.ค.)
ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์ นายสมโภชนรัฐ
แก้วน่วม สรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์และคณะ
ได้เปิดแถลงข่าวผลการตรวจยึดจับกุมสินค้าปลอมและหนีภาษี
ที่ลักลอบนำเข้าและจำหน่ายด้านบริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา
ช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ได้ผู้ต้องหารวม 307 ราย
พร้อมของกลางเป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย บุหรี่ปลอม-หนีภาษี จำนวน 17,496
ซอง, สุราหนีภาษีหรือสุราเถื่อน 798,125 ลิตร, ไพ่ 3,848 ใบ
รวมมูลค่าของกลางกว่า 1 ล้านบาท คิดเป็นเงินภาษี 895,307 บาท
และคิดเป็นค่าปรับกว่า 13 ล้านบาท

นายสมโภชนรัฐ แก้วน่วม สรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์ กล่าวว่า
ช่วงนี้หลังจากรัฐบาลไทยได้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรทั้งสุรา และบุหรี่
ทำให้มีขบวนการกองทัพมด ลักลอบนำบุหรี่ สุราปลอมและเถื่อน
เข้ามาจำหน่ายในประเทศทางด้านบริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด
และพื้นแนวตะเขบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ เช่น
แกะบุหรี่ยี่ห้อของไทยออกจากกล่องหรือแคตตอนขนาดบรรจุ 20 ซอง
มาใส่กล่องบุหรี่ยี่ห้อต่างประเทศ
เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่สรรพสามิตในการลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศไทย
ซึ่งจะได้กำไรกล่องละ 300 บาท
จึงมีการลักลอบแบบกองทัพมดเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เนื่องจากตามกฎหมาย ประชาชน นักท่องเที่ยว
สามารถนำบุหรี่เข้ามาในประเทศไทยได้คนละ 1 กล่อง ซึ่งบรรจุไว้ 20 ซอง
โดยผู้นำเข้าต้องมีหนังสือเดินทางผ่านแดนชั่วคราว
หรือพาสปอร์ตอย่างถูกต้อง
แต่สำหรับบุหรี่ปลอมหรือเถื่อนยี่ห้อของไทยห้ามนำเข้าเด็ดขาด

นอก จากนี้ยังมีวิธีการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนเข้ามาในไทย
ด้วยการใช้เทปกาวติดซองบุหรี่พันไว้รอบเอว
หรือแกะบุหรี่ออกจากซองมาบรรจุใส่ถุงพลาสติกถุงละ 3-10 มวน นำเข้ามาขาย
เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่สรรพสามิตต้องทำการตรวจสอบเข้มงวดอย่างต่อเนื่องเพราะมีการ
กระทำผิดกฎหมายเป็นจำนวนมากเพราะบุหรี่ สุราในประเทศไทย
มีราคาสูงกว่าบุหรี่ปลอม บุหรี่เถื่อน สุราปลอม และสุราเถื่อน ถึง 3
เท่าตัว

สำหรับโทษตามกฎหมาย หากถูกจับได้ บุหรี่หนีภาษี อัตราโทษปรับซองละ
701.25 บาท หรือมูลค่าของกลางคูณด้วยอัตราภาษี 15 เท่า
ส่วนสุราหนีภาษีหรือสุราเถื่อน มีไว้ในครอบครองปรับ 1,000 บาท
มีไว้ซึ่งจำหน่ายปรับ 5,000 บาท และไพ่ ปรับอัตราร้อยละ 30

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ทัพบกเดินสายสุรินทร์-ศรีสะเกษ - แจงข้อเท็จจริงสลาย "แดงถ่อย" เผาเมือง

สุรินทร์- "พล.ท.ดาวพงษ์" ผช.เสนาธิการทหารบก นำคณะ เดินสายลงพื้นที่
จ.สุรินทร์ ทำความเข้าใจกับบรรดา
หน.ส่วนราชการ-ฝ่ายปกครอง-ผู้นำท้องถิ่นเมืองช้างกว่า 2,000 คน
เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองและเหตุการณ์รักษาความสงบเรียบร้อย
กรณีม็อบแดงถ่อยป่วนชาติเผาเมืองเม.ย. ที่ผ่านมา
พร้อมขอความร่วมมือนำไปชี้แจงต่อปชช. ป้องกันการบิดเบือน
และเพื่อสร้างความรักสามัคคี ความมั่นคงแก่ประเทศชาติต่อไป เผยวานนี้ (14
พ.ค.) ลงพื้นที่ชี้แจง จ.ศรีสะเกษ

วันนี้ (15 พ.ค.) ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อ.เมือง
จ.สุรินทร์ พล.ท.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายยุทธการ
และ ผู้อำนวยการส่วนนโยบายและแผน
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมด้วย
พ.อ.อภินันท์ คำเพราะ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกรมยุทธการทหารบก และคณะ
ได้เดินทางมา ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและความไม่สงบเรียบ
ร้อยจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วง 13-14 เม.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมี นายวิเชียร
ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับปัญหาของบ้านเมือง
และการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงดังกล่าว
ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ ทุกภาคส่วนในพื้นที่ จ.สุรินทร์
รวมทั้งหน่วยงานรักษาความมั่นคงภายใน จ.สุรินทร์,
ผู้นำฝ่ายปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ,ชุดวิทยากรเศรษฐกิจพอเพียง
จ.สุรินทร์, ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง
นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และ นายกเทศมนตรี เทศบาลต่างๆ ทั่วทั้ง
จ.สุรินทร์ จำนวน 2,314 คน
ให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้นำไปประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้อง
ประชาชนให้ได้รับทราบข้อเท็จจริง
ป้องกันความสับสนจากการพยายามบิดเบือนข้อมูลของกลุ่มใดๆ ทั้งนี้
เพื่อสร้างความรักสามัคคี และสร้างความมั่นคงแก่ประเทศชาติต่อไป

หลังจากเสร็จสิ้นประชุมชี้แจงทำความเข้าใจดังกล่าว
คณะผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกได้เยี่ยมชมนิทรรศการ การดำเนินงาน
โครงการเศรษฐกิจพอเพียงของแต่ละหน่วยงานที่ประสบผลสำเร็จและนำมาจัดแสดงด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนเดินทางมายัง จ.สุรินทร์
เมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) พล.ท.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก
ได้นำคณะลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ
ประชุมชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างความใจในเรื่องดังกล่าว
แก่บรรดาหัวหน้าส่วนราชการ ฝ่ายปกครองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
และผู้นำองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้ง จ.ศรีสะเกษ

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชาวสุรินทร์บุกร้องผู้ว่าฯสอบโกงเงิน "SML" - แฉล่องหน 8 หมื่น/อำเภอ หักหัวคิว 20%

สุรินทร์- ชาวบ้านหนองคันนา อ.พนมดงรัก เมืองช้าง สุดทนบุกร้องผู้ว่าฯ
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีผู้ใหญ่บ้าน-คณะกรรมการและทางอำเภอ
รวมหัวกันใช้จ่ายเงินโครงการ SML
ที่รัฐบาลจัดสรรให้พัฒนาหมู่บ้านชุมชนและส่งเสริมอาชีพประชาชนส่อทุจริตไม่
โปร่งใส เผยเงินหายล่องหนไปกว่า 8 หมื่นบาท
พร้อมอ้างถูกทางอำเภอหักหัวคิว 20%

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสุรินทร์ ว่า ชาวบ้านจากบ้านหนองคันนา
ม.5 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ประมาณ 30 คน นำโดย นายบุญมี ใยนนท์
ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณโครงการพัฒนาศักภาพของหมู่
บ้านและชุมชน (SML) จำนวน 300,000 บาท ของ นายสี พาเชื้อ
ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการการใช้เงินโครงการ SML
เนื่องจากชาวบ้านตรวจสอบพบว่า มีการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตไม่โปร่งใส
ในการจัดซื้อสิ่งของต่างๆ จากงบประมาณดังกล่าว

อย่าง ไรก็ตาม นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
ติดภารกิจเร่งด่วน
กลุ่มชาวบ้านจึงได้เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อฝ่ายปกครองจังหวัดสุรินทร์
โดยมี นายธนิต มายูขโชติ ผู้ช่วยจ่าจังหวัดสุรินทร์
ได้รับหนังสือร้องเรียนไว้ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับชาวบ้าน
พร้อมรับปากจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายใน 30
วัน และจะนำเสนอต่อผู้ว่าฯให้ทราบต่อไป

นายนักรบ ต่อแก้ว แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า
หมู่บ้านได้รับงบประมาณโครงการ SML จำนวน 3 แสนบาท
ต่อมาผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการได้นำเงินไปซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน
13,573 กิโลกรัม เป็นเงิน 190,022 บาท
เพื่อมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในการเพาะปลูก และซื้ออุปกรณ์อื่นๆ
อีกจำนวนหนึ่ง แต่พอชาวบ้านเข้าตรวจสอบกลับพบว่า
มีเมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงประมาณ 7,000 กิโลกรัมเท่านั้น
ในขณะที่การจัดซื้ออุปกรณ์อื่นๆ
ก็ไม่มีใบเสร็จและหลักฐานยืนยันความชัดเจนกับชาวบ้านได้
รวมแล้วมีเงินโครงการ SML ดังกล่าวหายไปกว่า 80,000 บาท

"พวก เราเคยไปร้องเรียนที่อำเภอ นายอำเภอพนมดงรัก
มาทำการไกล่เกลี่ย และให้คณะกรรมการหาเงินมาคืนเพียง 60,000 บาท
ชาวบ้านถามหาส่วนที่เหลือ 20,000 บาท กลับไม่ได้รับคำตอบ
และผู้ใหญ่บ้านได้บอกในที่ประชุมการไกล่เกลี่ยว่ามีการหัก 20%
ให้กับทางอำเภอ ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจเป็นอย่างมาก
จึงได้พากันมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ว่าฯ
เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเอาผิดกับผู้ที่ทุจริตโครงการ
ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด" นายนักรบ กล่าว

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สรรพสามิตสุรินทร์ตรวจคุมเข้ม สกัดเหล้าเบียร์บุหรี่ชายแดนทะลักเข้าไทย

สุรินทร์ - สรรพสามิตเมืองช้าง
สั่งตรวจคุมเข้มสกัดลักลอบนำเข้าสุรา-เบียร์-บุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ไทย
หนีภาษี ตามแนวชายแดนด้านด่านช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง
มาจำหน่ายในประเทศไทย หลังรัฐบาลปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต
ขณะที่แม่ค้าเขมรโอดจนท.ไทยตรวจคุมเข้มทำยอดขายลดฮวบ

วันนี้ (8 พ.ค.) นายสมโภชนรัฐ แก้วน่วม สรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์
กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลมีมติปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตสุรา เบียร์ บรั่นดี
และบุหรี่ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ
ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ และลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในอนาคต
นั้น ทางสรรพสามิตสุรินทร์ได้สั่งเจ้าหน้าที่ให้ออกตรวจตราการลักลอบนำเข้าสุรา
เบียร์ บุหรี่ต่างประเทศ และบุหรี่ปลอมหนีภาษี
ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม-โอร์เสม็ด อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ อย่างเข้มงวด

พร้อมทั้งประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทหาร ,
ด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง , เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรกาบเชิง,
ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร กาบเชิง
ในการตรวจสอบการลักลอบ นำเข้าสุรา,เบียร์,บุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ปลอม
ด้วย

รวมทั้งได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เดินทางเข้า-ออก ชายแดน
อย่าได้ซื้อสุรา เบียร์ บุหรี่ สินค้าหนีภาษีและสินค้าปลอม
เข้าในราชอาณาจักรไทย หากตรวจพบจับกุมได้ จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
และขณะนี้ยังพบมีการลักลอบนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศและบุหรี่ปลอมที่เป็น
ยี่ห้อผลิตในประเทศไทย
ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีราคาถูกกว่าราคาในประเทศถึงครึ่งหนึ่ง
ทำให้มีการลักลอบนำเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง
และสรรพสามิตสุรินทร์จับกุมและยึดของกลางได้อยู่สมอ แต่ไม่หมดสิ้น

ขณะที่ พ.ต.ต.อนันต์ ทองสุข สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง
กล่าวว่า ด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง
ได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เดินทาง เข้าไปท่องเที่ยวในเขตประเทศ
กัมพูชา ที่ตลาดโอร์เสม็ด ให้ระมัดระวังในการชื้อสุรา เบียร์ บุหรี่
จากฝังประเทศกัมพูชา เข้ามาในฝั่งไทย
หากชื้อมาจำนวนมากจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมและ ถูกปรับเป็นเงินจำนวนมาก
และได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ
และอำเภอกาบเชิงในการตรวจ การลักลอบนำเข้าสินค้าหนีภาษีและสินค้าเถื่อน
อย่างต่อเนื่อง

ขณะ ที่แม่ค้าชาวกัมพูชาที่ จำหน่ายสุรา เบียร์ และบุหรี่
ต่างประเทศ ที่ตลาดโอร์เสม็ด ฝั่งประเทศกัมพูชา บอกกับผู้สื่อข่าวว่า
ขณะนี้ลูกค้าชาวไทย เดินทางมาชื้อสินค้าน้อยลงมาก
ผิดกับช่วงก่อนหน้านี้จำหน่ายได้วันละนับแสนบาท
แต่ขณะนี้วันนี้ขายได้ยังไม่ถึง 5,000 บาท
เป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ไทยเข้มงวดมากในขณะนี้

ที่มา http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000051629