แต่ต้องระวังอาการอักเสบภายใน เผย
เร่งก่อสร้างสระน้ำขนาดใหญ่เท่ากับตัวช้างเพื่อรักษาแบบวารีบำบัด
ส่วนผลการรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์ต้องรอผลตรวจที่ชัดเจนใน 2 สัปดาห์ เผย
ใช้เครน 2 ตัวยก "พังกำไล" ล้างบาดแผลทายาและเอาเนื้อที่ตายออก
พร้อมให้ช้างได้ผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถ
วันนี้ (4 มิ.ย.) ส.พญ.ภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ หรือ
โรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ เปิดเผยความคืบหน้าในการรักษาช้างพังกำไล
ของคณะสัตวแพทย์พระราชทาน สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ ว่า
อาการของช้างพังกำไล ในวันนี้ดีขึ้น กว่าช่วงที่ผ่านมา
ช้างมีการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้น ผลการตรวจเลือดดีขึ้น
ช้างกินอาหาร กินน้ำได้ แต่ต้องระวังอาการอักเสบภายใน
สัตวแพทย์ได้ตัดเอาเนื้อช้างบริเวณบาดแผลไปตรวจหาเชื้อโรคยังห้องปฏิบัติการ
เพื่อให้สามารถให้ยาที่ถูกต้องในการรักษา
พร้อมทั้งเร่งก่อสร้างสระน้ำที่มีขนาดเท่ากับตัวช้าง
เพื่อใช้วิธีรักษาแบบวารีบำบัด ซึ่งจะต้องเร่งลงมือในการก่อสร้าง
สำหรับผลของการรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์
จะต้องรอผลการตรวจเลือดว่ามีค่าของเลือดที่ดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน
ซึ่งต้องใช้เวลา 48 ชั่วโมง หรือหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์
โดยที่ผ่านมาการรักษาม้าด้วยวิธีสเต็มเซลล์ จะปรากฏผล 2 อย่าง คือ
ม้ามีอาการดีสดชื่นร่าเริงอย่างทันท่วงที
หรืออาจดีขึ้นแต่ม้าอาจนอนพักผ่อน หรือมีอาการซึม
ซึ่งทางสัตวแพทย์ต้องรอตรวจผลที่ชัดเจนภาย ใน 2 สัปดาห์ และนอกจากนี้
ยังมีการเลี้ยงสเต็มเซลล์ ที่ห้องแล็บ แต่ไม่ยืนยันว่าจะทำได้แค่ไหน
เพราะยังไม่มีอาหารใดๆ ที่จะใช้เลี้ยงสเต็มเซลได้
ก็ฝากความหวังไว้กับอาจารย์ที่ห้องแล็บ ในการเพาะสเต็มเซลล์ช้างพังกำไล
ขึ้นมาอีก
ส.พญ.ภัทร กล่าวต่อว่า นอก จากนั้น
ทางคณะสัตวแพทย์ยังได้ใช้เครนไฮดรอลิก ของทหารช่างกองพลทหารราบที่ 6
กองทัพภาคที่ 2 กับเครนของโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ ยกช้างพังกำไลให้ยืนขึ้น
เพื่อทำการล้างบาดแผลที่บริวเณขาหน้าช้ายเอาเศษเนื้อที่ตายออก
และไม่ให้ช้างนอนกดทับเนื้อส่วนขาซ้ายมากเกินไป พร้อมล้างบาดแผลส่วนอื่นๆ
ตามตัวช้างและทายาฆ่าเชื้อ
รวมทั้งเป็นการให้ช้างได้ผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถ ในการนอน
และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ซึ่งช้างพังกำไล
มีท่าทางผ่อนคลายและใช้เท้าหลัง 2 ข้างรับน้ำหนักตัวได้ดี
ช้างกินอาหารที่เป็นกล้วย และแตงโมได้ดี ดื่มน้ำได้
ส่วนอาหารที่เป็นต้นอ้อยยังไม่กิน เพราะต้นอ้อยแข็งเกินไป
จะเลือกกินอาหารอ่อนๆ
ซึ่งอาการโดยรวมเป็นที่พอใจของคณะสัตวแพทย์พระราชทานที่ทำการรักษา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น