วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สุดหวาดเสียว! เด็กสุรินทร์ตกหลังคาปั๊ม - เหล็กรั้วเสียบซี่โครงทะลุหลัง

สุรินทร์- เกิดเหตุสุดหวาดเสียว! เด็กเมืองช้าง 14 ปี
ช่วยแม่ทำความสะอาดปั๊มน้ำมัน
ปีนขึ้นไปดึงสิ่งของบนหลังคากระเบื้องแตกร่วงถูกเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วเสียบ
ซี่โครงซ้ายทะลุหลัง เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องตัดเหล็กนานกว่า 1 ชั่วโมง
ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล ให้แพทย์ช่วยชีวิตด่วน

วันนี้ (28 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00
น.ที่สถานีบริการน้ำมัน หรือปั๊มน้ำมันศิริเจริญพานิชย์ อ.เมือง
จ.สุรินทร์ ได้เกิดเหตุ ด.ช.สุรศักดิ์ รักษา อายุ 14 ปี
ตกจากหลังคาถูกเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วภายในปั๊มน้ำมันเสียบเข้าบริเวณซี่โครง
ด้านซ้ายทะหลัง ติดอยู่บนกำแพงรั้วที่มีความสูงกว่า 2 เมตร

เจ้าหน้าที่กู้ภัยจังหวัดสุรินทร์
และเจ้าหน้าที่ชุดป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลเมืองสุรินทร์
ต้องเร่งใช้เครื่องตัดเหล็กรั้ว เพื่อช่วยเหลือนำตัว ด.ช.สุรศักดิ์ รักษา
ลงมาอย่างระมัดระวัง ท่ามกลาง ด.ช.สุรศักดิ์
ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง
จึงสามารถตัดเหล็กที่เสียบอยู่ได้สำเร็จ
ก่อนนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ผ่าตัดนำเหล็กที่เสียบอยู่ออกโดยด่วน

ทั้งนี้ จากการสอบถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ
ด.ช.สุรศักดิ์ รักษา อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนวัดพรมสุรินทร์ ได้ใช้วันหยุดมาช่วย นางบุญศรี รักษา ผู้เป็นแม่
ทำงานความสะอาดภายในปั๊มน้ำมันดังกล่าว โดยในขณะที่ทำความสะอาดนั้น
ด.ช.สุรศักดิ์ ได้ปีนขึ้นไปเก็บเศษสิ่งของที่เกะกะและทำความสะอาดบนหลังคา
ซึ่งเป็นกระเบื้องสภาพเก่าอยู่ติดกับกำแพงรั้วที่ติดตั้งเหล็กแหลม
แต่หลังคากระเบื้องที่ ด.ช.สุรศักดิ์เหยียบอยู่เกิดแตก
ทำให้ตกลงมาถูกเหล็กแหลมบนกำแพงรั้วเสียบเข้าที่ซี่โครงด้านซ้ายทะลุหลัง
ผู้พบเห็นจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนดังกล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073094

"ช่องสะงำ" วังเวง เขมรเร่งตุนอาหารน้ำมัน - บริษัทไทยขนเครื่องจักรกลับ/บ่อนหยุดก่อสร้าง

สุรินทร์/ศรีสะเกษ - ชายแดน "เขาวิหาร" ยังคงตึงเครียดทางทหารต่อเนื่อง
ทำด่านช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ ศรีสะเกษ ตกอยู่ในสภาพวังเวง
พบพ่อค้ากัมพูชาเร่งซื้อสินค้ากักตุนจากฝั่งไทย ทั้งอาหาร
เครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงขนกลับประเทศอย่างรีบร้อน
ส่วนผู้รับเหมาก่อสร้างถนนชาวไทยนำเครื่องจักรกลกลับประเทศ
ขณะบ่อนกาสิโนชายแดนเพิ่งเริ่มก่อสร้างต้องหยุดโดยสิ้นเชิงทหารเขมรเข้ายึด
เป็นที่ตั้งจุดตรวจการณ์ประจันหน้าทหารไทย

วันที่ (29 มิ.ย.)
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจากการ
ตรึงกำลังระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์
จ.ศรีสะเกษ อยู่ในขณะนี้ได้ส่งผลให้ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นด่านผ่านแดนลงไปสู่ อ.อัลลองเวง
จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ตกอยู่ในสภาพเงียบเหงา
การเดินทางผ่านแดนเข้า-ออกของชาวไทยและกัมพูชามีจำนวนน้อยมาก

ขณะที่เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชามีการตรวจตราชาวไทย
ที่เดินทางเข้าไปยังตลาดชายแดนตรงข้ามด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ
เข้มงวดมากขึ้น เพราะเกรงว่าจะมีชาวไทยลักลอบเข้าไปสืบหาข่าว
ความเคลื่อนไหวทางการทหารในฝั่งประเทศกัมพูชา

นอกจากนั้นเป็นที่สังเกตว่า
พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวกัมพูชาได้ตื่นตัวพากันซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค
และน้ำมันเชื้อเพลิงไปกักตุนกันมากกว่าปกติ เช่นเมื่อวาน (28 มิ.ย.)
มาซึ่งเป็นวัดเปิดตลาดนัดชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องสะงำ
พบว่ามีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวกัมพูชาจาก อ.อัลลองเวง กว่า 200
คนทะลักเข้ามาซื้อสินค้า อาหารสด
เครื่องอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมากและขนกลับเข้าไปฝั่งประเทศกัมพูชาอย่างรีบ
เร่ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
แล้วทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาพเงียบเหงาเช่นเดิม

โดยน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ได้มีรถบรรทุกน้ำมันดีเซล และเบนซิน
ขนาดความจุ 40,000 ลิตร เดินทางเข้าไปส่งน้ำมันให้แก่พ่อค้า
ชาวกัมพูชาที่ฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนติดกับฝั่งไทย
และมีรถบรรทุกน้ำมันขนาดเล็กจากพื้นที่ต่างๆ ในเขต จ.เสียมราฐ
ได้มารับซื้อน้ำมันที่นำเข้าจากประเทศไทยดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้เพื่อนำไปจำหน่ายให้กับประชาชนชาวกัมพูชาทั่วไปและกักตุนสำรองไว้หาก
เกิดเหตุการณ์ปะทะกันขึ้นระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาจากความขัดแย้งกรณี
ปราสาทพระวิหาร แม้ด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำจะอยู่ห่างจากเขาพระวิหาร กว่า
10 กิโลเมตรก็ตาม

ชาวกัมพูชารายหนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวว่า
ช่วงนี้ต้องเร่งซื้อน้ำมันไปกักตุนไว้
เพราะจำเป็นต้องใช้น้ำมันเติมรถยนต์สำหรับการเดินทางและบรรทุกสินค้าไปขาย
ตามหมู่บ้านต่างๆ ทุกวัน
ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นหรือจะมีการปะทะกันขึ้น
เมื่อใด แต่สำหรับประชาชนกัมพูชาแล้วไม่อยากให้มีการสู้รบกัน
เพราะจะทำให้ประชาชนพ่อค้าโดยเฉพาะผู้มีถิ่นอาศัยอยู่ตามแนวชายแดนเดือดร้อน
และลำบากมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทุกอย่างจากฝั่งไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
ในส่วนของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างถนนชาวไทยที่เดินทางเข้ารับเหมาก่อสร้าง
ถนน ใน จ.เสียมราฐ กัมพูชา ก็ได้เริ่มเคลื่อนย้ายเครื่องจักรกล
อุปกรณ์เครื่องมือการก่อสร้าง
เดินทางผ่านด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำกลับเข้ามาในฝั่งไทยเช่นกัน และบอกว่า
อยู่ในพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชาไม่ได้เพราะถูกทหารกัมพูชารบกวนกดดันตลอด
เวลา ต้องรีบขนเครื่องจักร และ
รถแบ็คโฮกลับเข้ามาในฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สำหรับถนนลาดยางหมายเลข 67 ที่เชื่อมบริเวณด่านผ่านแดนช่องสะงำ
ฝั่งไทยไปยังฝั่งกัมพูชา ผ่าน อ.อัลลองเวง เข้าไปยัง จ.เสียมราฐ
นั้นในช่วงเริ่มต้นของถนนที่อยู่ในฝั่งไทยยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้
เนื่องจากพบมีบ่อนกาสิโนของกัมพูชาเข้าก่อสร้างอยู่บริเวณริมถนนดังกล่าวบน
พื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดน และกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2
ได้ทำหนังสือประท้วงรัฐบาลกัมพูชาผ่านกระทรวงการต่างประเทศทำให้บ่อนกาสิโน
ต้องหยุดก่อสร้าง
และต้องปิดตายถนนลาดยางดังกล่าวแล้วหันมาใช้ถนนลูกรังจากฝั่งไทยลงไปยัง
อ.อัลลองเวง จ.เสียมราฐ แทน

ประกอบกับเหตุการณ์ตึงเครียดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ในขณะนี้ส่งผลให้กาสิโนชายแดนช่องสะงำ
ของกัมพูชาดังกล่าวต้องหยุดก่อสร้างไปโดยสิ้นเชิง
ซึ่งฝ่ายทหารกัมพูชาได้ส่งกำลังทหารมาตั้งจุดตรวจการณ์หน้า ที่บริเวณ
สถานที่ก่อสร้างบ่อนกาสิโนดังกล่าว
ห่างจากฐานทหารไทยที่ฐานปฏิบัติการช่องดาระกา ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ เพียง
70 เมตร

ส่วนสถานการณ์ตึงกำลังทหารระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา
บริเวณชายแดนเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ล่าสุด วันนี้ (29
มิ.ย.) ยังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
โดยทางทหารกัมพูชายังคงตรึงกำลังทหารและอาวุธหนักบริเวณด้านใต้ปราสาทพระ
วิหาร เป็นจำนวนมาก ขณะที่พล.ต.ชวลิต ชุนประสาน
ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี)
ได้เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปยังโรงเรียนบ้านแซร์ไปร์ ต.ไพรพัฒนา
อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจทหาร
และตรวจสอบความพร้อมในการวางแผนปฏิบัติการรักษาอธิปไตยของไทยให้มีความพร้อม
ในทุกด้าน


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073312

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"จา พนม" เยี่ยมอาการ "พังกำไล" - สัตวแพทย์เผยดีขึ้นมาก/ถอดเฝือกขาขวาแล้ว

สุรินทร์- "จา พนม ยีรัมย์" พร้อมพ่อ และคณะ เยี่ยมอาการป่วยช้างพังกำไล
ที่ รพ.ช้างสุรินทร์ และให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์ และเจ้าหน้าที่
พร้อมอาบน้ำ-ป้อนน้ำให้ช้างด้วยตัวเอง ขณะพังกำไลอาการดีขึ้นมาก
คณะสัตวแพทย์ถอดเฝือกที่เท้าขวาออกแล้ว หลังพบกระดูกเริ่มต่อติดกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงพยาบาลช้าง
ภายในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งช้างจังหวัดสุรินทร์ นายจา พนม
ยีรัมย์ พระเอกภาพยนตร์ชื่อดังจากเรื่อง "ต้มยำกุ้ง" "องค์บาก"
พร้อมเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อเสียงโด่งดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ได้เดินทางมายังโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ พร้อมด้วย นายทองดี ยีรัมย์ บิดา
และทีมงาน เพื่อเยี่ยมดูอาการช้างพังกำไล หรือ พังแต๋น
พร้อมให้กำลังใจทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และทหารจากจังหวัดทหารบก
สุรินทร์และกองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร์
ที่ได้ช่วยกันดูแลรักษาช้างพังกำไลเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

พร้อมกันนี้ จา พนม ยีรัมย์ ได้ซื้อกล้วย ผลไม้มาให้พังกำไล
และอาศัยความเชี่ยวชาญที่เป็นคนเลี้ยงช้างอาสาป้อนน้ำและขออาบน้ำขัดตัวให้
ช้างพังกำไลอย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะเชื่อว่าช้างคือสัตว์ที่ฉลาด
มีบุญคุณกับตัวเขา และมนุษย์มาก ซึ่งทุกครั้งที่ จา พนม ยีรัมย์
จะทำอะไรต้องยกมือไหว้เพื่อขอขมาช้างที่อาจล่วงเกินก่อนตลอดเวลา

นอก จากนั้น บรรดาทีมสัตวแพทย์
และเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ต่างได้ขอถ่ายรูปกับจา พนม
ยีรัมย์คู่กับช้างพังกำไลไว้เป็นที่ระลึกกันอย่างคึกคัก

จา พนม ยีรัมย์ เปิดเผยว่า ที่เดินทางมาครั้งนี้
เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจช้างพังกำไล และทีมสัตวแพทย์ ที่ทำการ
รักษาช้างพังกำไล ขอให้ช้างพังกำไล หายเร็วๆ
จะได้ไปร่วมแสดงภาพยนตร์ด้วยกัน นอกจากนั้น
ตนก็มีช้างเลี้ยงไว้ที่บ้านจึงรู้ความรู้สึกของช้าง ว่า
ทรมานและเจ็บปวดแค่ไหน จึงให้กำลังใจช้างพังกำไล ขอให้หายเจ็บป่วยในเร็วๆ
นี้ จะได้เดินทางกลับบ้าน และเราชาวไทยทุกคนก็ให้กำลังใจพังกำไล

สำหรับอาการบาดเจ็บของช้างพังกำไลนั้น คณะสัตวแพทย์ เปิดเผยว่า
ตรวจพบว่ากระดูกเท้าขวาที่หักและเข้าเฝือกไว้ได้เริ่มต่อติดกันแล้ว
จึงได้ถอดเฝือกออก และบาดแผลที่บริเวณใต้ท้องช่วงขาซ้ายหน้า
ยังพบอาการเนื้อตายและมีหนองเล็กน้อย ส่วนบาดแผลบริเวณกดทับด้านซ้าย
ตามลำตัว อาการเนื้อตายไม่มี
และเนื้อใหม่เกิดขึ้นมาหลังจากสัตวแพทย์ได้ผลิตเตียงไฮดรอลิกให้ช้างได้ยืน
เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น

ส่วน การรักษาต้องทำการล้างบาดแผลและให้ยาแก้อักเสบทุกวัน
ให้กินวิตามินซีและวิตามินบี บำรุงร่างกาย
และให้กินธาตุเหล็กรักษาอาการโลหิตจางด้วย ทั้งนี้
อาการโดยทั่วไปของช้างพังกำไลตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมดี กินน้ำ
และเล่นน้ำได้มากขึ้น ใช้งวงสูบน้ำขึ้นมาฉีดพ่นอาบให้ตัวเองได้แล้ว
ผลการรักษาเป็นที่พอใจของทีมสัตวแพทย์

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072636

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"พณ."ระดมสมองชาวนา/เถ้าแก่โรงสีอีสานใต้-หวั่นเปิดตลาด"ATFA"ทำลายข้าวไทย

สุรินทร์ - กรมการค้าต่างประเทศ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เดินสายเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นชาวนา ผู้ประกอบการค้าข้าว
โรงสีข้าวและผู้ประกอบการอุตฯ ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ 10 จว.อีสานใต้
ระดมสมองเตรียมพร้อมรับมือไทยเปิดตลาดการค้าข้าวตามความผูกพันภายใต้ ATFA
ม.ค.ปีหน้า เผยวิตกปัญหาการสวมสิทธิ์-ลอบนำเข้าข้าวคุณภาพต่ำ-ติดเชื้อโรคและศัตรูพืช
ย้ำรัฐต้องใช้มาตรการคุมเข้มนำเข้าข้าวหวั่นทำลาย"หอมมะลิ"ชื่อก้องโลกและ
ข้าวไทย

วันนี้ (25 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอาคาร 30
มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กระทรวงพาณิชย์ และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น กรณี
การเปิดตลาดข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ATFA) ครั้งที่ 4 โดย
มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ,ผู้ประกอบการค้าข้าว
โรงสีข้าว,โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ จากพื้นที่ 10
จังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง เข้าร่วมแสดงความเห็นกว่า 200 คน

นางดวงพร รอดพยาธิ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเผยว่า
การเปิดรับความเห็นครั้งนี้ เนื่องจากว่ากลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ได้ตกลงให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ ATFA ( ASEAN Fee Trade
Area) ขึ้น ประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิก ATFA มีพันธกรณีที่ต้องลดภาษี
และยกเลิกมาตรการโควตาภาษี สินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ
ซึ่งได้ดำเนินการลดภาษีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536
และมีกำหนดจะต้องยกเลิกโควตานำเข้าและลดภาษีเหลือร้อยละ 0
ในตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้
ซึ่งการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ผูกพันไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญและเป็นการสร้างความ
เชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของไทยรวมถึงเป็นการสร้างความเชื่อถือของไทยใน
ภูมิภาคอาเซียนด้วย

ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณีและ
เกิดผลกระทบน้อยที่สุด กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้
กรมการค้าต่างประเทศร่วมหารือกับหน่วยงานราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ในการพิจารณาหามาตรการไว้รองรับ เพื่อบริหารจัดการข้าว
การนำเข้าข้าวและแนวทางปฏิบัติ ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดเวทีสัมมนา คือ
การรักษามาตรฐานคุณภาพข้าวไทย คุ้มครองสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคข้าวไทย
เพื่อหาแนวทางป้องกันการระบาดของโรคและศัตรูข้าว
ป้องการกันการนำเข้าข้าวแบบสวมสิทธิ์ในโครงการแทรกแซงของรัฐบาล
และป้องกันการนำเข้าข้าวที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)

ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารงานข้าวมีความโปร่งใส
และให้การตอบสนองต่อภาคประชาสังคม ได้อย่างทั่วถึง
จึงมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงความเห็นและ
เสนอแนะข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเปิดตลาดการค้าข้าวภายใต้เขตการค้าเสรี
อาเซียน(ATFA) ซึ่งข้อมูลที่ได้จากเวทีประชาคมในครั้งนี้
จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) และ คณะรัฐมนตรี (ครม.)
เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณี ATFA
รวมทั้งเพื่อออกเป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่
1 ม.ค. 2553 นี้

"แม่ทัพภาค 2"รุดถก ผบ.ทหารเขมร"ช่องจอม"ลดตึงเครียด/ไม่เปิดฉากปะทะ

สุรินทร์ - "พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์" แม่ทัพภาค 2 รุดหารือนอกรอบ กับ
ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชาและคณะ
เพื่อลดปัญหาความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กาสิโนคนสนิท "ฮุน เซน"
ตกลงไม่ให้มีการปะทะและยั่วยุทางกำลังทหาร
ขณะชายแดนด้านปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ทหาร 2
ประเทศตรึงกองกำลังติดอาวุธพร้อมปฏิบัติหน้าที่ เผยฝ่ายเขมรขนกำลังพล
ปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยานเข้าเสริมเต็มอัตราศึก แถมซ้อมรบห่างไทยแค่ 10
กม.

วันนี้ (25 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.20 น.
พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2)
พร้อมด้วยเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และ
ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์
เดินทางเข้าไปยังโอร์เสม็ด รีสอร์ท สถานกาสิโนชายแดนฝั่งกัมพูชา
ตั้งอยู่ตรงข้ามด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นของ นายพัด สุพาภา หรือ "เสี่ยพัด" นักธุรกิจคนสนิท
นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

ทั้งนี้ เพื่อเจรจาหารืออย่างไม่เป็นทางการ กับ พล.ท. เจีย มอญ
ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ประเทศกัมพูชา
ซึ่งคุมกำลังทหารประจำพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย ด้าน
จ.บุรีรัมย์,สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ
และมีนายทหารที่คุมกำลังหน่วยรบของกัมพูชา
เข้าร่วมหารือกันอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ด้วย

โดยผู้นำทหารไทยและทหารกัมพูชา
ได้หารือกันนอกรอบที่จะไม่ให้มีการปะทะกัน
และยั่วยุทางกำลังทหารซึ่งอาจนำไปสู่การใช้อาวุธ โดยให้ทหารทั้ง 2
ฝ่ายลดการประจันหน้ากันและให้ใช้หลักการเจรจากันเป็นหลักในการปฏิบัติ
หน้าที่ ทั้งที่บริเวณเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ
และตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่สถานการณ์ตรึงเครียดอยู่ในขณะนี้
ซึ่งการหารือกันในครั้งนี้จะใช้เป็นแนวทางในการเจรจาหารือกันอย่างเป็นทาง
การของระดับผู้นำทหารทั้ง 2 ประเทศ ที่ จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
ในระหว่างวันที่ 2-3 ก.ค. ที่จะถึงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า การหารือระหว่าง แม่ทัพภาคที่ 2
กับ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาค ที่ 4
ประเทศกัมพูชาและคณะในครั้งนี้ถูกกำชับจากนายทหารติดตามแม่ทัพภาคที่ 2
ให้ถือเป็นความลับห้ามให้ผู้สื่อข่าวทุกแขนงทราบ

จนกระทั่งเวลา 17.20 น. คณะของแม่ทัพภาคที่ 2
ได้เดินทางด้วยรถตู้ของกองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี)
มายังบริเวณศูนย์ฝึกอาชีพพื้นที่ชายแดนไทย อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
ซึ่งเป็นสถานที่จอดเฮลิคอปเตอร์ของแม่ทัพภาคที่ 2 และ แม่ทัพภาคที่ 2
ใช้เวลาทักทายเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ศูนย์ฝึกอาชีพประมาณ 5 นาที
ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์เดินทางกลับกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง
จ.นครราชสีมาทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรรายงานอีกว่า
สำหรับสถานการณ์ความตึงเตรียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ด้าน จ.สุรินทร์ นั้น ล่าสุดบริเวณพื้นที่พิพาทกรณีปราสาทตาควาย
และ ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์
ทหารไทยและทหารกัมพูชาต่างได้มีการตรึงกองกำลังติดอาวุธ
เตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่รักษาดินแดนได้ทันทีหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบุกรุกและ
โจมตีก่อน

โดยเฉพาะทางฝ่ายกัมพูชาได้สร้างถนนและนำกำลังพล
พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งปืนใหญ่
ปืนต่อสู้อากาศยานเข้าเสริมพื้นที่เต็มอัตราศึก อีกทั้งเมื่อ 2
วันที่ผ่านมาทางฝ่ายกัมพูชาได้มีการซ้อมรบทางการทหารเต็มอัตราศึก
อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชาห่างจาก อ.พนมดงรัก
จ.สุรินทร์ ไปประมาณ 10 กิโลเมตร(กม.)

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กกล.สุรนารียอมรับ "เขาพระวิหาร" ตึงเครียด ! "กมธ." รุดลงสุรินทร์เกาะติดปัญหาชายแดน

สุรินทร์-คณะกรรมาธิการชายแดน สภาผู้แทนฯ รุดดูพื้นที่ จ.สุรินทร์
ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนไทย-เขมร
รวมทั้งความร่วมมือทางด้านด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว
ความมั่นคงและปัญหาแรงงานชาวต่างด้าว ด้าน "กกล.สุรนารี"
แจงสถานการณ์ชายแดนเขาพระวิหาร ยอมรับตึงเครียด
แต่พร้อมรักษาอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่

วันนี้( 24 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมศรีณรงค์ ศาลากลางจังหวดสุรินทร์
คณะกรรมาธิการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายอิทธิเดช แก้วหลวง
ประธานกรรมาธิการฯ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ
ได้เข้าร่วมประชุมและสอบถามรับฟังปัญหาด้านต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.หวัดสุรินทร์
เพื่อนำข้อมูลเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา พัฒนาความสัมพันธ์
และส่งเสริมการค้าการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างทั้ง 2 ประเทศต่อไป

นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์
ได้นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง ทหาร, ตำรวจ, แรงงาน,
สรรพสามิต, ศุลกากร,
ด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง,เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคง
ตามแนวชายแดน เข้าร่วมบรรยายสรุปสถานการณ์และปัญหาของส่วนราชการต่าง ๆ
พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาชายแดนทั้ง 2 ประเทศ

ทั้งนี้ จ.สุรินทร์
มีนโยบายพัฒนาเมืองชายแดนโดยเฉพาะด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชาช่องจอม-โอ
ร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า
การลงทุนระหว่างไทยและกัมพูชา
ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไทยได้สนับสนุนการเงินแก่รัฐบาลกัมพูชาในการสร้างเส้นทาง
เชื่อมระหว่างด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ไปยัง บ้านกอลัน อ.สำโรง
จ.อุดรมีชัย กัมพูชา ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร เป็นเงินราว 1,400 ล้านบาท
จะทำให้การค้าการลงทุนของ 2 ประเทศ มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น
และทำให้เศรษฐกิจของ จ.สุรินทร์ ดีขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม ว่า
สำหรับประเด็นปัญหาที่ทางกรรมาธิการชายแดน ได้ให้ความเป็นห่วง คือ
การข้ามชายแดนและการตรวจบัตรผ่านแดนเข้า-ออก
ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองควรมีมาตรการตรวจสอบการผ่านเข้า-ออกชายแดนไทยอย่าง
เข้มงวดเพื่อป้องกันการเดินทางเข้ามาในไทยแล้วไม่ยอมเดินทางกลับของชาว
กัมพูชา ,สปป.ลาว รวมทั้งชาวพม่า ซึ่งกลายเป็นแรงงานเถื่อนอยู่ในไทยกว่า
2 ล้านคนในขณะนี้

ส่วนปัญหาความขัดแย้งกรณีปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ
ที่มีการตรึงกำลังระหว่างทหารไทยและกัมพูชาอยู่นั้น
คณะกรรมาธิการชายแดนมีความเป็นห่วงเป็นอย่างมาก อยากให้รัฐบาลทั้ง 2
ประเทศสามารถเจรจากันและพัฒนาพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่อง
เที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้ง 2
ประเทศเป็นอย่างมาก

พล.ท.มะ โพธิ์เงิน รองประธานกรรมาธิการชายแดน
ได้สอบถามผู้แทนจากกองกำลังสุรนารี (กกล.สุนารี)
ซึ่งเป็นหน่วยงานทหารที่ดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ในเรื่องการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน
และการเตรียมกำลังทหารในการรักษาอธิปไตยของไทยโดยเฉพาะชายแดนด้านเขาพระ
วิหาร จ.ศรีสะเกษ

ทางผู้แทนกองกำลังสุรนารีได้ ชี้แจงว่า
กรณีการเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน
หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเพื่อมนุษยธรรมได้ดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดใน
พื้นที่ จ.สุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ ได้แล้วเป็นบางส่วน
พร้อมได้ส่งมอบพื้นที่ที่ปลอดภัยให้แก่หน่วยงานในท้องถิ่นเข้าไปใช้ประโยชน์
ขณะนี้กำลังปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาทางด้าน
จ.ศรีสะเกษ ซึ่งก็ได้ทำลายวัตถุระเบิดที่เก็บกู้ได้ไปบางส่วนแล้วเช่นกัน

ส่วนการเตรียมพร้อมในการด้านกำลังทหารเพื่อรักษาอธิปไตยนั้น
ทหารมีการเตรียมพร้อมตลอดเวลาในพื้นที่ชายแดน
โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งด้านเขาพระวิหาร ซึ่งฝ่ายทหารมีการเตรียมกำลัง
อาวุธยุทโธปกรณ์ในอัตราที่พร้อมจะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่
แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้เพราะถือว่าเป็นความลับ
ซึ่งทหารจะพูดเฉพาะในสิ่งที่เป็นความจริง
แต่จะพูดเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้
ยืนยันได้ว่าคนที่มีอาวุธอยู่ในมือและประจันหน้ากันอยู่ย่อมมีความตึงเครียด
เป็นธรรมดา แต่ทหารต้องเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ( 24 มิ.ย.)
คณะกรรมาธิการชายแดน สภาผู้แทนราษฎร
ได้เดินทางไปดูงานและรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงาน
ของด่านตรวจคนเข้าเมืองกาบเชิง และ เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร ช่องจอม
อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน
อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071576

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หลงทางไกลโผล่เมืองช้าง "นกพิราบ" แข่งบินนานาชาติเชียงใหม่-กทม.

สุรินทร์ - นกพิราบสื่อสาร ร่วมแข่งขันบินเร็วนานาชาติ
เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ระยะทาง 560 กม.ปลายปีที่ผ่านมา
หลงทางไกลโผล่ที่วัดบ้านแจรนสัมพันธ์ อ.เมือง จ.สุรินทร์
เจ้าอาวาสวัดจับใส่กรงเลี้ยงไว้อย่างดี รอเจ้าของมารับกลับคืน

วันนี้ (22 มิ.ย.) พระครูสุรจิตรโสภณ
เจ้าอาวาสวัดบ้านแจรนสัมพันธ์ และ เจ้าคณะตำบลตาอ็อง อ.เมือง จ.สุรินทร์
เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00
น.ขณะอยู่ห้องโถงในกุฏิวัด พบมีนกพิราบตัวสีเทา 1 ตัว อ้วนสมบูรณ์
มีท่าทางคุ้นเคยไม่กลัวผู้คน และ พบมีหมายเลขเป็นรหัส
เขียนบนกระดาษสีเขียวรัดไว้ที่ขาซ้ายระบุข้อความว่า "THAILAND CHA 2008
45509" หลวงพ่อจึงให้พระลูกวัดจับไปเลี้ยงไว้ในกรงเป็นอย่างดี
เพื่อรอประกาศหาเจ้าของนกมารับกลับไป

ล่าสุด ทางสมาคมพัฒนานกพิราบสื่อสารไทย ออกมาระบุว่า
นกพิราบตัวดังกล่าวเป็นนกพิราบที่เข้าร่วมแข่งขันมหกรรมนกพิราบ 2008
(Thailand Grand Pigeon Race Chiang Mai-Bangkok 560 Km.December 2008)
ซึ่งเป็นการแข่งขันนกพิราบบินเร็วนานาชาติ จาก จ.เชียงใหม่ สู่ กรุงเทพฯ
ระยะทางไกล 560 กิโลเมตร (กม.)
ชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
โดยทำการปล่อยนกพิราบสื่อสารที่เข้าร่วมแข่งขันจากทั้งในประเทศและต่าง
ประเทศ รวมทั้งสิ้น 1,666 ตัว ที่บริเวณเนินราชพฤกษ์
หน้าสวนเฉลิมพระเกียรติ (พืชสวนโลก) เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2551 เวลา 07.00
น.

นายบุญฤทธิ์ ตุลาพันธ์พงศ์
ผู้ประสานงานจัดการแข่งขันนกพิราบบินระยะไกลดังกล่าว เปิดเผยว่า
สำหรับนกพิราบพบที่วัดบ้านแจรน ต.ตาอ็อง อ.เมืองสุรินทร์ นี้
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก ว่า ทำไมนกบินหลงไปทางมาไกลขนาดนั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันดังกล่าวจากจำนวนนกพิราบเข้าร่วมแข่งขัน
1,666 ตัว บินไปถึงที่หมายที่ กรุงเทพฯ เพียงประมาณ 800 ตัวเท่านั้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070475

ทหารส่งมอบถนนชายแดนสุรินทร์ -บรรเทาปชช.เดือดร้อน/สร้างความมั่นคง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มิถุนายน 2552 19:29 น.
สุรินทร์- "พล.ท.วิเชียร" เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
เป็นประธานเปิดใช้เส้นทางลาดยาง หมู่บ้านแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.สังขะ
สุรินทร์ บรรเทาความเดือดร้อนปชช.สัญจรและนำผลผลิตออกจำหน่าย
พร้อมนำกำลังพลเข้าพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวบ้านสร้าง
ความมั่นคงชายแดน ย้ำให้ทุกคนยึดมั่นหลักความดี พอเพียง มีสติ
ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทำความดีถวายในหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านตาตุม ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์
พล.ท.วิเชียร ศิริสุนทร เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
กองบัญชาการทหารสูงสุด
ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดใช้เส้นทางลาดยางจากบ้านดาร์ ถึง บ้านตาตุม
ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ รวมระยะทาง 2.780 กิโลเมตร (กม.)
ที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดสรรงบประมาณก่อสร้างขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนซึ่งเป็นหมู่บ้านติดแนวชายแดน
ไทย-กัมพูชา ทั้งในด้านการเดินทางสัญจรไปมาและนำผลผลิตทางการเกษตรออกไปจำหน่ายยังตลาด
อำเภอสังขะ ซึ่งหน่วยทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 อำเภอปราสาท จ.สุรินทร์
ได้จัดกำลังพลและเครื่องจักรกล เข้าดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่เดือนม.ค.
2552 เป็นต้นมาจนแล้วเสร็จ

นอกจากการก่อสร้างถนนให้กับชาวบ้านแล้ว หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่
54 ยังได้เข้าไปส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านตามแนวชายแดนที่บ้านตาตุมจำนวน
10 โครงการ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
รวมทั้งเป็นหมู่บ้านมั่นคง ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.ท.วิเชียร ศิริสุนทร เสนาธิการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
กองบัญชาการกองทัพไทยกล่าว่า ได้
พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรับทราบปัญหาและจะได้มีการสนับสนุนงบประมาณสร้างความ
มั่นคงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
และขอร้องให้ประชาชนได้หวงแหนทรัพย์สมบัติท้องถิ่น
เพื่อการใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน ที่สำคัญขอให้ประชาชนบ้านตาตุม
หมู่บ้านชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ร่วมกันดูแลเฝ้าระวังสร้างความมั่นคง
และร่วมมือช่วยเหลือทางราชการเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ

"พร้อม กับขอให้ทุกคนยึดมั่นหลักของความดี ความพอเพียง มีสติ
ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ซึ่งพระองค์ท่านมีความหวงใยประชาชนของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ
ขอให้ทุกคนทำความดีถวายแด่พระองค์ท่านสืบไป" พล.ท.วิเชียร กล่าว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000070012

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สุรินทร์รุกฟื้นทำนาวิถีดั้งเดิมตามรอยพ่อ "ฟ้า ฝน คน ควาย" - ลดค่าใช้จ่ายสร้างชนบทเข้มแข็ง

สุรินทร์- อำเภอสังขะ ร่วม อบต.ตาคง เมืองช้าง
รุกฟื้นฟูวิถีทำนาแบบดั้งเดิม
ยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยพ่อของแผ่นดิน "ฟ้า ฝน คน ควาย"
รณรงค์ให้เกษตรกรใช้ควายไถนา มุ่งทำการเกษตรอินทรีย์ลดค่าใช้จ่าย
สร้างวิถีชีวิตชุมชนชนบทให้เข้มแข็ง
เผยเขยฝรั่งสนใจลงแข่งขันไล่ควายไถนาและดำนา
สร้างสีสันเรียกเสียงเชียร์สนุกสนานสนั่นท้องทุ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านสนวน ต.ตาคง อ.สังขะ จ.สุรินทร์
ทางอำเภอสังขะ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตาคง
จัดงานรณรงค์ฟื้นฟูวิธีการทำนาแบบดั้งเดิมโดยใช้
กระบือไถ่นาเพื่อปักดำต้นกล้า ยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ตามรอยพ่อของแผ่นดิน" ฟ้า ฝน คน ควาย" โดยมี นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน ซึ่ง
ผู้ว่าฯสุรินทร์ได้นำนายอำเภอสังขะ
หัวหน้าส่วนราชการลงไถนาโดยแรงงานกระบือและปักดำต้นกล้าข้าวในนากับเกษตรกร
ที่มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เผยแพร่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
และเป็นการดำเนินตามนโยบายสุรินทร์เมืองเกษตรอินทรีย์เพื่อลดค่าใช้จ่าย
สร้างวิถีชีวิตชุมชนชนบทให้เข้มแข็ง
รวมถึงอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้านชาวนาไทย
และอนุรักษ์พันธุ์กระบือไทยด้วย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการแสดงออก
ด้วยการแข่งขันไถนาและปักดำนาแบบวิถีดั้งเดิม
ส่วนกิจกรรมที่เป็นสีสันสร้างความสนุกสนานครึกครื้นให้ผู้มาร่วมงานมากที่
สุดเห็นจะเป็น การแข่งขันจับคันไถไล่ควายไถนาและดำนา
ของชาวต่างชาติเขยสุรินทร์ที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้จำนวน 5 คน
ท่ามกลางเสียงเชียร์จากภรรยาและแม่ยาย ดังสนั่นท้องทุ่ง

ผู้ชนะการแข่งขัน คือ มิสเตอร์แฟรงค์ เขยต่างชาติชาวเยอรมัน
ได้รับรางวัลเป็นเงินสด 1 บาท พร้อมใบประกาศนียบัตร จาก นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมิสเตอร์แฟรงค์พูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
ซื้อที่ดินไว้ทำนาข้าวหอมมะลิจำนวนหลายไร่ เขาจึงมีความสามารถในการไถนา
ดำนาได้เก่งไม่แพ้ชาวนาไทย และชื่นชอบการทำนาข้าวแบบวิถีดั้งเดิมของไทย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069287

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ยก"พังกำไล"ขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอลิกราบรื่น - ทีมแพทย์พระราชทานระบุอาการดีขึ้นมาก

สุรินทร์ - ทีมสัตวแพทย์พระราชทาน ระดมกำลังเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์
-ทหารและเอกชน ใช้เครนยกช้าง "พังกำไล"
ขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอลิกขนาดใหญ่ราบรื่นสำเร็จตามเป้าหมาย
เผยออกแบบขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อให้รักษาได้สะดวกและระบบไหลเวียนเลือดช้างดี
ขึ้น ระบุผลการรักษาล่าสุดอาการช้างดีขึ้นมาก
เตรียมถอนทีมสัตวแพทย์พระราชทานพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.)
แต่ยังคงติดตามและให้คำปรึกษาทีมสัตวแพทย์ประจำ
รพ.ช้างสุรินทร์อย่างใกล้ชิด

วันนี้ (11 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.
ทีมสัตวแพทย์พระราชทานสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพแห่งช้างชาติ
จังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ ทหาร จาก
กองกำลังสุรนารี ,จังหวัดทหารบกสุรินทร์, กรมสรรพวุธทหารบก
,กองพลทหารราบที่ 6 กองทัพภาคที่ 2 และ องค์กรภาคเอกชนจังหวัดสุรินทร์
ได้ร่วมใช้รถเครนและเครนของโรงพยาบาลช้าง
ภายในสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพแห่งช้างชาติ จ.สุรินทร์ ทำการยกช้าง
"พังกำไล" หรือ "พังแต๋น"
ขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอริกขนาดใหญ่ซึ่งทีมสัตวแพทย์พระราชทานได้ทำการออกแบบ
เพื่อใช้สำหรับรักษาช้างพังกำไลหรือพังแต๋นเป็นการเฉพาะ

โดยเตียงเหล็กไฮดรอลิกดังกล่ว
ได้ออกแบบให้สามารถปรับระดับตั้งชันได้ถึง 90 องศา เหมือนกับช้างยืนได้
ทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตช้างดีขึ้นและปรับระดับลาดเอียงได้ตามต้องการ
ซึ่งจะทำให้การรักษาช้างสะดวกมากขึ้น
นอกจากนั้นยังทำการเจาะพื้นเตียงให้เป็นรูตรงกับบริเวณบาดแผลของช้างพังแต๋น
เพื่อให้สะดวกต่อการล้างทำความสะอาดบาดแผล

การปฎิบัติการยกช้างพังแต๋นขึ้นเตียงเหล็กในครั้งนี้
ได้มีการชักซ้อมทีมงาน และแบ่งภาระกิจกันอย่างชัดเจน
เพื่อให้สามารถปฎิบัติงานได้อย่างรวดเร็ว
และช้างไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากนัก ซึ่งดำเนินไปอย่างราบรื่น
ช้างพังแต๋นไม่แสดงอาการดื้อขัดขืนแต่อย่างใด
และให้ความร่วมมือในการปฎิบัติงานเป็นอย่างดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ก็สามารถยกช้างพังแต๋นขึ้นเตียงเหล็กไฮดรอลิกได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้
ทำให้ทีมงานทั้งหมดโล่งใจไปตามๆ กัน และ
จากนี้ไปการรักษาช้างพังแต๋นก็จะสะดวกมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนการทำสเต็มเซลล์ ครั้งที่ 2
เพื่อรักษาช้างพังแต๋น
ซึ่งมีกำหนดการทำสเต็มเซลล์ในเช้าวันนี้ต้องระงับลง
เนื่องจากทีมสัตวแพทย์พระราชทานได้ตรวจเม็ดเลือดของช้างพังแต๋นพบว่าเม็ด
เลือดไม่สมบูรณ์มีลักษณะเลือดจางไม่เข้มข้น
ประกอบกับบาดแผลบริเวณเท้าซ้ายที่ช้างนอนกดทับในขณะนี้
บาดแผลยังลึกและมีเนื้อตายจึงระงับการทำสเต็มเซลล์ในครั้งที่ 2 ไว้ก่อน

ทางด้านทีมสัตวแพทย์พระราชทานรายงานผลการรักษาและอาการของช้างพัง
แต๋น ล่าสุดวันนี้ (10 มิ.ย.) ระบุ ว่า
อาการช้างพังกำไลหรือพังแต๋นมีอาการดีขึ้น มีการตอบสนองที่ดี
กินอาหารและดื่มน้ำได้มาก วันนี้ได้ให้กินสารพลาสมาเพิ่มอีก 4 ขวด
กินอาหารได้หลากหลาย สัตวแพทย์พบบาดแผลที่ขาหนีบ ใต้ท้อง ต้นขาหลังขวา
โหนกแก้มซ้าย คิ้วซ้ายใต้คาง ขาหนีบ ข้างซ้าย
ซึ่งเกิดจากการนอนกดทับเป็นเวลานาน
พบเนื้อตายบางส่วนที่บริเวณบาดแผลขาซ้ายหน้า ที่ปากมีบาดแผลเล็กน้อย
ช่องปากมีแผลเล็กน้อย บาดแผลเริ่มดีขึ้น
โดยทั่วไปอาการช้างพังกำไลดีขึ้นตามลำดับเป็นที่พอใจของคณะสัตวแพทย์พระราช
ทานที่ทำการรักษามาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้สัตวแพทย์ได้ให้การรักษาด้วยการล้างบาดแผล
นวดตามลำตัวบริเวณกดทับ เพื่อกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ
ให้น้ำเกลือผสมวิตามินซีเข้มข้น น้ำเกลือผสมวิตามินบี ในการบำรุงร่างกาย
ฉีดยาปฏิชีวนะ บรรเทาอาการปวด
ให้วิตามินอีและธาตุซีลีเนียมเสริมให้กับช้าง
ทำการตรวจค่าเลือดในห้องปฏิบัติการเพื่อหาค่าเลือดในการใช้ยารักษาอาการบาด
เจ็บของช้าง ซึ่งการนำช้างขึ้นเตียงไฮดรอริกได้สำเร็จจะทำให้สะดวกในการทำความสะอาดบาด
แผลของช้าง บริเวณกดทับ และ จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม
ทีมสัตวแพทย์พระราชทานทั้งหมดจะถอนกำลังเจ้าหน้าที่แพทย์ทั้งหมด
ในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) เพื่อไปปฎิบัติงานในพื้นที่ จ.เพชรบุรี
โดยจะจัดส่งทีมแพทย์พระราชทานเดินทางมาติดตามความคืบหน้าของการรักษาช้างพัง
กำไล หรือพังแต๋นและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดแก่ทีมสัตวแพทย์ประจำอยู่ที่สถาบัน
วิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ ในการรักษาช้างพังแต๋นต่อไป
เพราะขณะนี้ช้างพังแต๋น มีอาการดีขึ้นมากแล้ว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000066141

สุรินทร์ม็อบบุกศาลากลาง ต้าน "ออป." โค่นป่าปลูกยาง-จี้ยุบทิ้งหน่วยสวนป่าทั้งจังหวัด

สุรินทร์- ชาวอำเภอรัตนบุรี และ อ.ท่าตูม เมืองช้าง กว่า 300 คน
บุกชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัด ยื่นข้อเรียกร้องผู้ว่าฯ ต้าน "ออป."
ตัดไม้สวนป่าทุกแห่งของจังหวัด เพื่อปลูกยางพารา-ยูคาฯ
ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เผยส่งผลกระทบระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน แฉ
จนท.ออป.ทุจริตแสวงผลประโยชน์สร้างความแตกแยกให้ ปชช.จี้ย้าย
หน.สวนป่าห้วยแก้ว ใน 24 ชม.และยุบยกเลิกหน่วยงานสวนป่า ออป.ใน
จ.สุรินทร์ทั้งหมด ด้านผู้ว่าฯรับปากตั้ง
กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาโดยด่วน

ช่วงบ่ายวันนี้ (10 มิ.ย.) ประชาชนชาว อ.รัตนบุรี และ อ.ท่าตูม
จ.สุรินทร์ พร้อมทั้งองค์กรภาคประชาชน ประกอบด้วย
เครือข่ายอนุรักษ์พิทักษ์ป่าดงหินล้ม, อนุกรรมการ ป.ป.ช.ภาคประชาชน,
เครือข่ายสิทธิมนุษยชนภาคอีสาน, โครงการฟื้นป่า วังปลาลำมูล
และกลุ่มอนุรักษ์พืชผักท้องถิ่นและสมุนไพรพื้นบ้าน รวมกว่า 300 คน นำโดย
นายศรีรัตน์ กองทอง, นายทองขาว ทองดอนโสม, นายธนาวุฒิ ไวรวัจนกุล,
นายอิทธิ ขวัญอุดมพร, นายอธิกรณ์ อมรขันธนา ได้เดินทางมาชุมนุมประท้วง
ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์

ทั้งนี้ เพื่อคัดค้านโครงการรื้อพัฒนาสวนป่า ของ
องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ในทุกพื้นที่ของ จ.สุรินทร์
ทั้งป่าดงหินล้ม อ.รัตนบุรี, ป่าดงสายทอ อ.ท่าตูม และ ป่าดงภูดิน
อ.ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ มีเนื้อที่กว่า 40,000 ไร่
พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อ นายวิเชียร ชวลิต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

โดยผู้ชุมนุมระบุว่า
พบพฤติกรรมการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ของชาติ ของเจ้าหน้าที่
ออป.โดยใช้ข้ออ้างการเปิดประมูลตัดไม้ยูคาลิปตัสในการลักลอบค้าไม้ธรรมชาติ
เผาทำลายป่าต้นน้ำลำธาร
ตัดต้นไม้ในพื้นป่าเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัส-ยางพารา
และยังมีการแจกจ่ายที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ดังกล่าวให้แก่ราษฎรที่เข้าร่วมดูแลสวนยางพารา
พร้อมข้อเสนอผลประโยชน์ระยะยาวจากการกรีดยาง-ขายน้ำยางให้แก่ประชาชน
ที่เข้าร่วมทำงานกับ ออป. ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวของ ออป.ถือว่า
เป็นการหลอกใช้ประชาชนจนนำไปสู่ความแตกแยกของประชาชนในพื้นที่อย่างกว้าง
ขวาง

ดังนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมจึงยื่นข้อร้องเรียนต่อ นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 5 ข้อหลัก คือ 1.
ให้ยุติการตัดไม้ในพื้นที่ป่าดังกล่าวทุกกรณีทั้งในพื้นที่สวนป่าห้วยแก้ว
และสวนป่าอื่นๆ ที่ ออป.รับมอบจากกรมป่าไม้ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ทั้งหมด

2.ให้ย้าย นายอัคนี จารัตน์ หัวหน้าสวนป่าห้วยแก้ว และ
ผู้ช่วยหัวหน้าสวนป่าห้วยแก้ว อ.รัตนบุรี ออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง

3.ให้ยุบหรือยกเลิกหน่วยงานสวนป่าห้วยแก้ว และหน่วยงานสวนป่าอื่นๆ
ของ ออป.ภายใน จ.สุรินทร์ทั้งหมด ภายใน 15 วัน
มิเช่นนั้นจะมีมาตรการกดดันที่เข้มข้นขึ้น

4.คัดค้านการปลูกยางพาราและยูคาลิปตัส
ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน
จึงขอให้ยุติการปลูกไม้เศรษฐกิจดังกล่าว โดยทันที

และ 5.ให้สวนป่าห้วยแก้ว
ยุติการบำรุงรักษาสวนยางพาราที่ปลูกไว้แล้วทุกแปลงโดยทันที
และห้ามแผ้วถางร่องยางพารานับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เพื่อรักษาพันธุ์ไม้ตามรรมชาติได้เติบโตขึ้นมาแทนที่เป็นป่าธรรมชาติเช่น
เดิมพร้อมทั้งให้
ออป.จ่ายค่าชดเชยต้นไม้ที่ตัดในพื้นที่ป่าเฉลิมพระเกียรติ บ้านโคกก่อง
ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จากการคำนวน ความเสียหายของต้นไม้ จำนวน 38
ล้านบาท และให้ประชาชนในพื้นที่รอบป่าในพื้นที่ดังกล่าว
เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นป่า ในลักษณะป่าชุมชน
และคงพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติต่อไป

นายวิเชียร ชวลิต
ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้ลงมารับหนังสือด้วยตัวเอง
และรับปากว่าจะดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการ ระดับจังหวัด
เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเร็ว จากนั้นผู้ชุมนุมได้สลายตัวกลับด้วยความสงบเรียบร้อย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000065488

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ก.ต่างประเทศเปิดแจงข้อตกลงไทย-เขมรที่สุรินทร์-เจอ ปชช.ถามไม่ทวงคืน "ปราสาทวิหาร"

สุรินทร์- ก.ต่างประเทศ เปิดให้ข้อมูลและรับความเห็น
"ข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา
และการเจรจาสำรวจจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา" ที่ จ.สุรินทร์
เผยชาวเมืองช้างสนใจ และแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องประสาทพระวิหาร
เป็นจำนวนมาก พร้อมถามแทงใจดำ
ทำไมไม่ทวงคืนปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทย

วันนี้ (9 มิ.ย.) ที่ห้องศรีพิมาน โรงแรมสุรินทร์มาเจสติก อ.เมือง
จ.สุรินทร์ กระทรวงการต่างประเทศ
ได้เปิดการประชุมให้ข้อมูลและรับฟังความเห็นของประชาชน เกี่ยวกับ
"การเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพพูชา
และการเจรจาด้านการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา"
โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป
เข้าร่วมรับฟังข้อมูลและเสนอความคิดเห็นในครั้งนี้ กว่า 150 คน

นายภาสกร ศิริยะพันธ์
หัวหน้าศูนย์สถานการณ์พื้นที่เขาพระวิหารและชายแดนไทย-กัมพูชา
กระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลการเจรจาข้อตกลงชั่วคราวไทย-กัมพูชา
และการเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา
พร้อมทั้งนำข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนไทย-กัมพูชา ประชุมกันเมื่อวันที่
28-29 เม.ย.2552 ที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
มารายงานให้ประชาชนทราบ
ซึ่งเป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างกองทัพไทยและกองทัพแห่งชาติ
กัมพูชา ที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความเห็นชอบร่วมกันในเรื่องต่างๆ 3 ด้าน
รวมทั้งหมด 17 ประเด็น

ประกอบด้วย 1.ด้านเขตแดน ทั้งไทยและกัมพูชา
มีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก,การทำความเข้าใจในการอ้างสิทธิในพื้นที่
ทับซ้อนทางทะเล และ การผ่านแดน การสัญจรข้ามแดนของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ
ทั้งไทยและกัมพูชาจะให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเพื่อความมั่นคงของทั้ง
2 ประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชา

2.ด้านความมั่นคง และการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน
จะร่วมกันแก้ไขปัญหาแรงงาน ที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย,
การป้องกันปราบปรามยาเสพติดร่วมกันการป้องกัน ปราบปราม
ปัญหาอาชญากรรมอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดน ร่วมมือกันต่อต้านการก่อการร้าย
ร่วมมือกันเก็บกู้วัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ส่งเสริมความปลอดภัยทางทะเล
ส่งเสริมหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยและทหารตำรวจของกัมพูชาในพื้นที่ชาย
แดน

3.ด้านความร่วมมือในอื่นๆ เช่น ส่งเสริมการค้าชายแดน
ความร่วมมือด้านการเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม
การพัฒนาคุณภาพชีวิต การศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรมความร่วมมือด้านการบรรเทาสาธารณภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
การประชุมรับฟังข้อมูลและร่วมเสนอความคิดเห็นวันนี้ ประชาชนชาวสุรินทร์
ให้ความสนใจและแสดงความเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารกันมาก
ซึ่งประชาชนชาวสุรินทร์ได้สะท้อนสภาพปัญหาตั้งแต่ช่วงเสียปราสาทพระวิหารจาก
การตัดสินของศาลโลกในปี 2505 และ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี
ของไทยในสมัยนั้นได้รณรงค์ให้ประชาชนชาวไทยทวงคืนปราสาทพระวิหารกลับคืนมา
เป็นของไทย จึงถามกระทรวงต่างประเทศว่าแล้ววันนี้ทำไมเราไม่ทวงคืนประสาทพระวิหาร

ทางด้าน นายภาสกร กล่าวยอมรับว่าเรื่อง ทั้งหมดเป็นเพราะเราแพ้คดี
ในศาลโลก ซึ่งเรียกว่ากฎหมายปิดปาก เป็นธรรมนูญศาลโลกที่ระบุไว้ในข้อ 60
และข้อ 61 โดยข้อ 60 ระบุว่า
คำพิพากษาถือเป็นที่สุดไม่สามารถอุทธรณ์ต่อไปได้
ในกรณีมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขตคำพิพากษา
ศาลจะเป็นผู้ตีความโดยคำร้องของคู่กรณี และ ข้อ 61 ระบุว่า
คำขอของคู่กรณีให้ศาลทบทวนคำพิพากษาสามารถทำได้
เฉพาะเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในการตัดสินคดี
ซึ่งในขณะที่ตัดสินคดีไม่ปรากฏต่อศาล

ชาวสุรินทร์ลุกฮือ จี้ยุบทิ้ง "ออป." รัตนบุรี-หยุดตัดไม้ "สวนป่าห้วยแก้ว"

สุรินทร์- ชาวบ้าน อ.รัตนบุรี เมืองช้างสุดทน ลุกฮือเรียกร้อง "ออป."
หยุดตัดไม้ป่าธรรมชาติและไม้หวงห้าม "สวนป่าห้วยแก้ว" เพื่อปลูกยางพารา
พร้อมจี้ย้าย จนท.ตัวแสบและยุบทิ้ง "ออป.รัตนบุรี" ให้กรมป่าไม้มาดูแลแทน
ด้านผู้จัดการสำนักอนุรักษ์ฯ
รับปากยุติตัดไม้ป่าทุกชนิดและไม่ขยายพื้นที่ทำลายไม้ธรรมชาติเพื่อปลูก
ยางพาราอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดสุรินทร์ ว่า ที่สวนป่าห้วยแก้ว
ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ได้มีกลุ่มชาวบ้าน อ.รัตนบุรี ประมาณ
200 คน นำโดย นายยิ่ง ทาหาญ ชาวบ้าน ม.6 บ้านผือน้อย ต.ผือ, นายเปลี่ยน
แสงทอง ชาวบ้านขาม, นางวาสนา จุลเสริม ตัวแทนชาวบ้านไผ่ ต.ไผ่
ได้มารวมตัวกันชุมนุม
พร้อมยื่นข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการตัดไม้ในบริเวณสวนป่าห้วย
แก้ว ของ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)

โดยกลุ่มชาวบ้านผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อหลัก
ประกอบด้วย 1.ขอให้ ออป.หยุดพฤติการณ์การตัดไม้ป่าธรรมชาติ
และไม้หวงห้ามที่มีอยู่เดิม
2.การตัดไม้ทำลายป่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่
ชุมชนต้องการให้หยุดตัดไม้ทุกชนิดทันที ด้วยการขอให้ย้าย เจ้าหน้าที่
ออป.ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวออกจากพื้นที่โดยด่วน
3.ชุมชนไม่ต้องการให้ปลูกยางพารา
เพราะส่งกระทบต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน

4.ขอให้ยุบหน่วยงาน
ออป.ให้กรมป่าไม้เข้ามาดูแลพื้นที่ป่าแทนเหมือนเดิม และ
5.ขอให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการป่ากับกรมป่าไม้
และร่วมรับฟังผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหา
ซึ่งประกอบไปด้วย นายพงศ์ อุตราภรณ์
หัวหน้าศูนย์ประสานงานป่าไม้สุรินทร์, นายวรชัย โอศิริพัฒน์
นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ, นายชาญวิทย์ ชุมสุข
เจ้าหน้าที่ปกครองอำเภอรัตนบุรี และ นายชาญณรงค์ อินทนนท์
ผู้จัดการสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่า นครราชสีมา

จากนั้น นายชาญณรงค์ อินทนนท์
ผู้จัดการสำนักอนุรักษ์และพัฒนาสวนป่า นครราชสีมา
ได้รับปากกับกลุ่มผู้ชุมนุม ว่า ทางสวนป่าห้วยแก้ว
จะยุติการตัดไม้ป่าทุกชนิดและจะไม่ขยายพื้นที่ทำลายป่าไม้ธรรมชาติเพื่อปลูก
ยางพาราอีก ส่วนกรณีข้อเรียกร้องให้ยุบหน่วยงาน ออป.ในพื้นที่รัตนบุรี
นั้นจะได้นำเสนอต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่อไป

ทางด้าน นายพงศ์ อุตราภรณ์ หัวหน้าศูนย์ประสานงานป่าไม้สุรินทร์
กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องข้อเรียกร้องของชาวบ้านทั้งหมดรายงานต่อผู้บังคับบัญชาให้ทราบ
เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
และจะให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านที่ถือว่าเป็นเจ้าของแผ่นดินให้มากที่สุด

ต่อมาเมื่อได้รับคำตอบเป็นที่พอใจแล้ว กลุ่มชาวบ้านประมาณ 200 คน
ที่มาชุมนุมต่างได้ทยอยแยกย้ายกันกลับบ้านอย่างความสงบเรียบร้อย

แพทย์เผยอาการช้าง "พังกำไล" ดีขึ้น-ใช้เครนยกตัวล้างแผลทายา/เปลี่ยนอิริยาบถ

สุรินทร์ - แพทย์เผยอาการช้าง "พังกำไล" ดีขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมา
แต่ต้องระวังอาการอักเสบภายใน เผย
เร่งก่อสร้างสระน้ำขนาดใหญ่เท่ากับตัวช้างเพื่อรักษาแบบวารีบำบัด
ส่วนผลการรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์ต้องรอผลตรวจที่ชัดเจนใน 2 สัปดาห์ เผย
ใช้เครน 2 ตัวยก "พังกำไล" ล้างบาดแผลทายาและเอาเนื้อที่ตายออก
พร้อมให้ช้างได้ผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถ

วันนี้ (4 มิ.ย.) ส.พญ.ภัทร เชื้อพลายเวช
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ จังหวัดสุรินทร์ หรือ
โรงพยาบาลช้าง จ.สุรินทร์ เปิดเผยความคืบหน้าในการรักษาช้างพังกำไล
ของคณะสัตวแพทย์พระราชทาน สถาบันวิจัยและบริการสุขภาพช้างแห่งชาติ ว่า
อาการของช้างพังกำไล ในวันนี้ดีขึ้น กว่าช่วงที่ผ่านมา
ช้างมีการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างมากขึ้น ผลการตรวจเลือดดีขึ้น
ช้างกินอาหาร กินน้ำได้ แต่ต้องระวังอาการอักเสบภายใน
สัตวแพทย์ได้ตัดเอาเนื้อช้างบริเวณบาดแผลไปตรวจหาเชื้อโรคยังห้องปฏิบัติการ
เพื่อให้สามารถให้ยาที่ถูกต้องในการรักษา
พร้อมทั้งเร่งก่อสร้างสระน้ำที่มีขนาดเท่ากับตัวช้าง
เพื่อใช้วิธีรักษาแบบวารีบำบัด ซึ่งจะต้องเร่งลงมือในการก่อสร้าง

สำหรับผลของการรักษาด้วยวิธีสเต็มเซลล์
จะต้องรอผลการตรวจเลือดว่ามีค่าของเลือดที่ดีขึ้นกว่าเดิมแค่ไหน
ซึ่งต้องใช้เวลา 48 ชั่วโมง หรือหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์
โดยที่ผ่านมาการรักษาม้าด้วยวิธีสเต็มเซลล์ จะปรากฏผล 2 อย่าง คือ
ม้ามีอาการดีสดชื่นร่าเริงอย่างทันท่วงที
หรืออาจดีขึ้นแต่ม้าอาจนอนพักผ่อน หรือมีอาการซึม
ซึ่งทางสัตวแพทย์ต้องรอตรวจผลที่ชัดเจนภาย ใน 2 สัปดาห์ และนอกจากนี้
ยังมีการเลี้ยงสเต็มเซลล์ ที่ห้องแล็บ แต่ไม่ยืนยันว่าจะทำได้แค่ไหน
เพราะยังไม่มีอาหารใดๆ ที่จะใช้เลี้ยงสเต็มเซลได้
ก็ฝากความหวังไว้กับอาจารย์ที่ห้องแล็บ ในการเพาะสเต็มเซลล์ช้างพังกำไล
ขึ้นมาอีก

ส.พญ.ภัทร กล่าวต่อว่า นอก จากนั้น
ทางคณะสัตวแพทย์ยังได้ใช้เครนไฮดรอลิก ของทหารช่างกองพลทหารราบที่ 6
กองทัพภาคที่ 2 กับเครนของโรงพยาบาลช้างสุรินทร์ ยกช้างพังกำไลให้ยืนขึ้น
เพื่อทำการล้างบาดแผลที่บริวเณขาหน้าช้ายเอาเศษเนื้อที่ตายออก
และไม่ให้ช้างนอนกดทับเนื้อส่วนขาซ้ายมากเกินไป พร้อมล้างบาดแผลส่วนอื่นๆ
ตามตัวช้างและทายาฆ่าเชื้อ

รวมทั้งเป็นการให้ช้างได้ผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถ ในการนอน
และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ซึ่งช้างพังกำไล
มีท่าทางผ่อนคลายและใช้เท้าหลัง 2 ข้างรับน้ำหนักตัวได้ดี
ช้างกินอาหารที่เป็นกล้วย และแตงโมได้ดี ดื่มน้ำได้
ส่วนอาหารที่เป็นต้นอ้อยยังไม่กิน เพราะต้นอ้อยแข็งเกินไป
จะเลือกกินอาหารอ่อนๆ
ซึ่งอาการโดยรวมเป็นที่พอใจของคณะสัตวแพทย์พระราชทานที่ทำการรักษา

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ตรวจคุมเข้มส่งออกน้ำมัน "ช่องจอม" - สกัดพ่อค้าโกงคืนภาษี/ลอบขายเขมร

สุรินทร์- สรรพสามิตร่วมด่านศุลกากร
ตรวจคุมเข้มรถบรรทุกน้ำมันส่งออกกัมพูชา ด่านช่องจอม สุรินทร์
ป้องกันพ่อค้าโกงขอคืนภาษีเกินจริงและลักลอบจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน
เผยมูลค่าส่งออกเขมร ด้านด่านช่องจอม เดือน เม.ย.43 ล้าน
สินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงครองอันดับหนึ่ง

วันนี้ (4 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมโภชนรัตน์ แก้วน่วม
สรรพสามิตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วย นายไพรัช เจริญชาศรี
นายด่านศุลกากร ช่องจอม, พ.ต.อ.ธีระเดช พจนานนท์
รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (รอง ผบก.ภ.จว.) สุรินทร์
ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรถบรรทุกน้ำ ดีเชล และ เบนซิน
ที่ขออนุญาตนำสินค้าเชื้อเพลิงส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศกัมพูชา
ที่บริเวณด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม-โอร์เสม็ด ต.ด่าน อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ ซึ่งต้องเข้ายื่นหนังสือขอนำสินค้าส่งออกและชำระภาษี
ที่สำนักงานศุลกากร กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

ทั้งนี้ เพื่อตรวจสอบการชำระภาษีของผู้ส่งออกแต่ละรายและปริมาณน้ำมันที่ยื่นขอส่ง
ออกให้ตรงกับความเป็นจริงอย่างเข้มงวด
เพื่อควมคุบการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและการขอภาษีคืนจากรัฐของผู้ส่งออกไม่
ให้มีการฉ้อโกงหรือขอคืนภาษีเกินความเป็นจริง

นอกจากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจสอบปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก
หรือปั๊มหลอดในหมู่บ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
เขตรับผิดชอบของสรรพสามิตพื้นที่สุรินทร์
ไม่ให้ลักลอบจำหน่ายน้ำมันเพลิงทุกประเภทแก่ประชาชนในเขตประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งยังเป็นการเอาเปรียบประเทศไทย
ที่รัฐบาลต้องนำเงินกองทุนน้ำมันเข้าแบกภาระชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาความ
เดือดร้อนของประชาชนชาวไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า
การค้าชายแดนผ่านด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ช่องจอม อ.กาบเชิง
จ.สุรินทร์ เดือน เม.ย.2552 ที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 45.68 ล้านบาท
แยกเป็นการส่งออก 42.91 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญ คือ
น้ำมันเชื้อเพลิง, วิสกี้ และ เบียร์ ส่วนมูลค่าการนำเข้ารวม 2.78
ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ รถแทรกเตอร์ขุด-ตักเก่าใช้แล้ว
ไทยได้ดุลการค้ากัมพูชา เดือน เม.ย.รวม 40.13 ล้านบาท


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000062912